
พระองค์ทรงทราบว่าเราจะหิวโหยสิ้นแรง มะระโก 8
มะระโก บทที่ 8
ฟังผ่านYouTube : https://www.youtube.com/live/p7SM-C9pZoE?si=2BEZvqZa9I_rrwKx
“คราวนั้น เมื่อประชาชนพากันมามากมายอีก ก็ไม่มีอาหารกิน พระเยซูจึงทรงเรียกเหล่าสาวกตรัสแก่เขาว่า <> เหล่าสาวกจึงทูลตอบพระองค์ว่า <> พระองค์ตรัสถามเขาว่า <> เขาทูลว่า <> พระองค์จึงตรัสสั่งประชาชนให้นั่งลงที่พื้นดิน แล้วทรงรับขนมปังเจ็ดก้อนนั้นมา โมทนาพระคุณ แล้วจึงทรงหักส่งให้เหล่าสาวกให้เขาแจก เหล่าสาวกจึงแจกให้ประชาชน และเขามีปลาเล็กๆอยู่บ้าง พระองค์จึงถวายคำสาธุการ แล้วสั่งเหล่าสาวกให้เอาปลานั้นแจกด้วย คนทั้งปวงได้รับประทานจนอิ่ม และเศษอาหารที่เหลือนั้นเขาเก็บได้เจ็ดตะกร้า”
คน 4 พันคนอยู่กับพระเยซูมาได้ 3 วัน แต่ไม่มีอะไรกิน ในตอนที่อยู่ในสถานการณ์แบบนี้ คิดว่าแต่ละคนมีความคิดที่แตกต่างกัน อาจจะมีความคิดว่า พระเยซูหมดฤทธิ์เดชไปแล้วหรือ หรือพระเยซูให้คน 5 พันคนได้แต่ให้พวกเขาไม่ได้ เพราะรักคนเหล่านั้นมากกว่าหรือไม่ หรือพระเยซูเกลียดที่เราไปล่วงประเวณีมาหรือไม่ ดังนั้นจึงมีบางคนที่ลุกขึ้นไปเพื่อที่จะไปหาอาหารเองแต่คนที่ไม่สามารถออกไปเองคือคนที่เชื่อว่าตัวเขาเป็นของพระเยซูแล้วจึงไม่สามารถตัดสินใจด้วยตัวเองได้ การตัดสินใจทุกอย่างจึงอยู่ที่พระเยซู เป็นจิตใจของคนเชื่อที่พระเจ้า และพระเยซูคือได้รับความรอดโดยโลหิตของพระเยซู เราจึงเป็นของพระเยซู ถ้ามีความเชื่อแบบนี้จะไม่สามารถออกจากพระเยซูได้แม้ว่าจะอดขนาดไหน หรือยากลำบากเพียงใดเหมือนที่ดาวิดพบความยากลำบากจึงอธิษฐานต่อพระเจ้า พระเจ้าจึงเสริมกำลังให้กับเขาสามารถลุกขึ้นเดินอีกได้ เขาเชื่อทุกสิ่งทุกอย่างขึ้นอยู่กับพระหัตถ์ของพระเจ้า ซึ่งพระเจ้าจะเป็นคนแก้ไขทุกอย่างในชีวิตให้ทั้งหมด ความเชื่อแบบนี้คือคริสเตียน ว่าจะไม่สามารถแก้ไขปัญหาได้เอง แต่พระเจ้าสามารถแก้ได้ ถ้าพระเยซูแก้ไขให้ก็ได้รับการแก้ไขหรือถ้าพระเยซูไม่แก้ไขให้เราก็จะอยู่ในสภาพนั้น
สิ่งที่สำคัญยิ่งกว่านั้นคือ ระหว่างที่เราใช้ชีวิตอยู่ในโลกนี้ไม่เกี่ยวว่า เราทำอะไรเก่งหรือเราทำอะไรผิดพลาด หรือมีความโง่เขลา สิ่งเหล่านี้ล้วนไม่สำคัญเลย แต่สิ่งสำคัญคือเราอยู่ในพระเยซูหรือไม่ได้อยู่ในพระเยซู ถ้าเราอยู่ในพระเยซูไม่ว่าจะเราจะเป็นอย่างไรก็ไม่เป็นปัญหา แต่ผู้คนกลับไม่เชื่อความจริงนี้ ต่อให้เราอดอยาก 40 วันก็ไม่ตาย ส่วนคนที่ตายคือตายเพราะความกลัว เพราะเชื่อในความคิดว่าตัวเองกำลังจะตาย พระองค์รู้ว่าเราถูกใส่ร้าย พระองค์รู้ว่าเราหิว ถ้าพระองค์ทรงทราบก็ไม่มีอะไรที่เราต้องแก้ไขเอง ถ้าเราพยายามสู้เองและแก้ไขเองหมายความว่า เราไม่เชื่อว่าพระองค์ทรงทราบ เราจึงต้องมานั่งพูดว่าเป็นแบบนั้นเป็นแบบนี้ แต่พระเจ้าผู้ทรงทราบในทุกสิ่งทุกอย่าง ดังนั้นจึงให้ของกินกับเรา เรามีหน้าที่แค่รอ เพราะพระเยซูพระองค์นั้นอยู่กับเราและเป็นชีวิตของพวกเรา แต่ผู้คนมักจะคิดว่าพระเยซูเป็นสิ่งไร้ค่า เพราะรู้จักพระเยซูแบบลวกๆ ซึ่งทำให้พระเยซูรู้สึกน้อยใจ พระเจ้ารู้อยู่แล้วว่าพวกเราเป็นคนแบบไหน จึงให้พระเยซูมาหลั่งพระโลหิตเพื่อล้างบาปให้มนุษย์ทั้งหมดแล้ว ถ้าเราอยู่ในสถานการณ์เดียวกับดาวิดเราจะเชื่อความคิดแบบใด เราอาจจะคิดว่า พระเจ้าใช้เราแล้วก็ทิ้งเรา แล้วเราจะปรนนิบัติพระเจ้าที่เป็นแบบนี้ไปทำไมกัน มีคนมากมายที่เคยใช้ชีวิตปรนนิบัติพระเจ้าแล้วก็ออกจากโบสถ์ไปหรือกลายเป็นคนที่ต่อต้านโบสถ์
สำหรับผมแล้วการเกิดเหตุการณ์แบบนี้เป็นเรื่องปกติ แล้วเชื่อว่าการที่จะเกิดเหตุการณ์แบบนี้ขึ้นก็เป็นเพราะพระเจ้าอนุญาตแต่สิ่งสำคัญคือแล้วคนแบบไหนที่จะสามารถปรนนิบัติพระเจ้าจนถึงวันที่ยืนอยู่ต่อหน้าพระเจ้าได้ อย่างผมเองยังบอกไม่ได้เลยว่าวันหนึ่งผมจะไม่ออกจากโบสถ์เพราะในพระคัมภีร์มีตัวอย่างของคนที่รักพระเจ้าแต่ก็ยังออกจากพระเจ้าไปได้ แต่สิ่งที่สำคัญ เราจึงลองมาคิดดูว่าสถานการณ์แบบไหนหรือเหตุผลแบบไหนที่ทำให้คนเหล่านี้จากพระเจ้า แล้วเราจะพบกับสิ่งที่พระเจ้าอยากสอนกับเราผ่านทางสิ่งนี้ หลายครั้งที่ผมเองก็มีความคิดที่จะออกจากพระเจ้าหรือมีเหตุการณ์ที่ถูกทดลองซึ่งผมก็เคยให้คำพยานบ่อยๆ ว่า ตอนที่ผมออกจากทหารก็คิดจะออกไปหางานทำเพราะอยู่โรงเรียนมิชชันนารีต่อไปไม่ไหวแล้ว โดยก่อนที่จะออกจากทหาร 3 เดือนก็ไปหาเพื่อนเก่าสมัยมหาวิทยาลัยซึ่งเรียนเก่งมากจนมีบริษัทใหญ่มาชวนไปทำงานตั้งแต่ยังเรียนไม่จบ แต่ระหว่างที่คุยกับเพื่อนเพื่อรับคำแนะนำในการหางาน ผมก็รู้สึกตกใจมากที่เขามีใบหน้าซีดและตัวซูบผอม เขาจึงบอกว่าเขาใช้เงินทั้งหมดใช้ในการรักษาตัวเองที่ป่วยบ่อย ทำให้ผมเห็นว่าต่อให้เพื่อนคนนี้จะเรียนเก่งหรือได้ทำงานดีก็มีความกังวลและความหนักใจอยู่ ว่าบริษัทอาจจะไล่เขาออก ตอนนั้นทำให้ผมนึกถึงพระคำ ปัญญาจารย์บทที่ 9 : 11 “ข้าพเจ้าได้เห็นภายใต้ดวงอาทิตย์อีกว่า คนเร็วไม่ชนะในการวิ่งแข่งเสมอไป หรือฝ่ายมีกำลังไม่ชนะสงครามเสมอไป หรือคนฉลาดไม่รับประทานเสมอไป หรือคนมีความเข้าใจไม่ร่ำรวยเสมอไป หรือผู้ที่เชี่ยวชาญไม่ได้รับความโปรดปรานเสมอไป แต่วาระและโอกาสมีมาถึงเขาทุกคน” ในการแข่งขันแม้ว่าผมเพิ่งเริ่มต้น ลึยังไม่มีที่ทำงาน แต่ผมมีสุขภาพแข็งแรง ตอนนั้นทำให้ผมรู้สึกขอบคุณที่ผมอยู่ในพระหัตถ์ของพระเจ้า ด้วยพระคำนี้ทำให้ความกลัวความกังวลหายไปทั้งหมด
ฮีบรู บทที่ 2: 3 “ดังนั้นถ้าเราละเลยความรอดอันยิ่งใหญ่แล้ว เราจะรอดพ้นไปอย่างไรได้ ความรอดนั้นได้เริ่มขึ้น โดยการประกาศขององค์พระผู้เป็นเจ้าเอง และบรรดาผู้ที่ได้ยินพระองค์ ก็ได้รับรองแก่เราว่าเป็นความจริง”
บอกว่าความรอดที่เราได้รับยิ่งใหญ่มาก แต่การที่เราได้รับการทดลองจนหันออกจากพระเจ้า ดังนั้นความยากลำบากจะใหญ่โตยิ่งขึ้น และคนในครอบครัวจะได้รับการชำระบาปไม่ได้ โดยมารซาตานให้จิตใจแบบนี้ ทั้งการไปโบสถ์ได้แต่ถูกตักเตือน แล้วจะไปโบสถ์ทำไม ผมก็เคยมีความคิดนี้แต่ผมออกไปไม่ได้ เพราะฤทธิ์อำนาจของพระเยซูยิ่งใหญ่กว่า ความคิดที่เกิดขึ้นจากมารซาตาน
โรม บทที่ 8 : 33-39 “ใครจะฟ้องคนเหล่านั้นที่พระเจ้าได้ทรงเลือกไว้ พระเจ้าทรงโปรดให้พ้นโทษแล้ว ใครเล่าจะเป็นผู้ปรับโทษอีก พระเยซูคริสต์น่ะหรือ ผู้ทรงสิ้นพระชนม์แล้ว และยิ่งกว่านั้นอีกได้ทรงถูกชุบให้เป็นขึ้นมาจากความตาย ทรงสถิต ณ เบื้องขวาพระหัตถ์ของพระเจ้า และทรงอธิษฐานขอเพื่อเราทั้งหลายด้วย แล้วใครจะให้เราทั้งหลายขาดจากความรักของพระคริสต์ได้เล่า จะเป็นความทุกข์ หรือความยากลำบาก หรือการเคี่ยวเข็ญ หรือการกันดารอาหาร หรือการเปลือยกาย หรือการถูกโพยภัย หรือการถูกคมดาบหรือ ตามที่เขียนไว้ในพระคัมภีร์ว่า เพราะเห็นแก่พระองค์ ข้าพระองค์จึงถูกประหารวันยังค่ำ และนับว่าเป็นแกะสำหรับจะเอาไปฆ่า แต่ว่าในเหตุการณ์ทั้งปวงเหล่านี้ เรามีชัยเหลือล้นโดยพระองค์ผู้ได้ทรงรักเราทั้งหลาย เพราะข้าพเจ้าเชื่อมั่นว่า แม้ความตาย หรือชีวิต หรือบรรดาทูตสวรรค์ หรือเทพเจ้า หรือสิ่งซึ่งมีอยู่ในปัจจุบันนี้ หรือสิ่งซึ่งจะมีในภายหน้า หรือฤทธิ์เดชทั้งหลาย หรือซึ่งสูง หรือซึ่งลึก หรือสิ่งใดๆอื่นที่ได้ทรงสร้างแล้วนั้น จะไม่สามารถกระทำให้เราทั้งหลายขาดจากความรักของพระเจ้า ซึ่งมีอยู่ในพระเยซูคริสต์องค์พระผู้เป็นเจ้าของเราได้”
ไม่ว่าเราจะทำอะไรหรือทำสิ่งที่ชั่วร้ายขนาดไหน แต่สิ่งเหล่านี้ไม่ทำให้เราขาดจาก ความรักของพระเยซู แม้ว่าเราจะอดอาหาร 40 วัน แต่ให้เชื่อมั่นว่าเราจะไม่ขาดจากความรักของพระเจ้า เพราะ โลหิตของพระเยซูได้มอบความรอดให้กับเรา