ยอห์น บทที่ 9:13-27
ฟังผ่านYouTube : https://www.youtube.com/live/2WxFAlAN2H0?si=mHIdsMwmiEOtYg8e

“เขาจึงพาคนที่แต่ก่อนตาบอดนั้นไปหาพวกฟาริสี วันที่พระเยซูทรงทำโคลนทาตาชายคนนั้นให้หายบอด เป็นวันสะบาโต พวกฟาริสีก็ได้ถามเขาอีกว่า ทำอย่างไรตาเขาจึงมองเห็น และเขาบอกคนเหล่านั้นว่า <<เขาเอาโคลนทาตาของข้าพเจ้า และข้าพเจ้าก็ล้างออกแล้วจึงมองเห็น>> พวกฟาริสีบางคนพูดว่า <<ชายคนนี้ไม่ได้มาจากพระเจ้า เพราะเขามิได้รักษาวันสะบาโต>> แต่คนอื่นพูดว่า <<คนบาปจะทำหมายสำคัญเช่นนั้นได้อย่างไร>> พวกเขาก็แตกแยกกัน เขาจึงพูดกับคนตาบอดอีกว่า <<เจ้าคิดอย่างไรเรื่องคนนั้น ในเมื่อเขาได้ทำให้ตาของเจ้าหายบอด>> ชายคนนั้นตอบว่า <<ท่านเป็นผู้เผยพระวจนะ>> พวกยิวไม่เชื่อว่าชายคนนั้นตาบอดและกลับมองเห็น จนกระทั่งเขาได้เรียกบิดามารดาของคนที่ตากลับมองเห็นได้นั้นมา แล้วถามว่า <<ชายคนนี้เป็นบุตรของเจ้าหรือ ที่เจ้าบอกว่าตาบอดมาแต่กำเนิด ทำไมเดี๋ยวนี้เขาจึงมองเห็น>> บิดามารดาของชายคนนั้นตอบว่า <<ข้าพเจ้าทราบว่าคนนี้เป็นบุตรของข้าพเจ้า และทราบว่าเขาเกิดมาตาบอด แต่ไม่รู้ว่าทำไมเดี๋ยวนี้เขาจึงมองเห็น ใครทำให้ตาของเขาหายบอด ข้าพเจ้าก็ไม่ทราบ จงถามเขาเถิด เขาโตแล้ว เขาคงเล่าเรื่องของเขาเองได้>> ที่บิดามารดาของเขาพูดอย่างนั้น ก็เพราะกลัวพวกยิวเพราะพวกยิวตกลงกันแล้วว่า ถ้าผู้ใดยอมรับว่าผู้นั้นเป็นพระคริสต์ จะต้องอเปหิผู้นั้นเสียจากธรรมศาลา เหตุฉะนั้นบิดามารดาของเขาจึงพูดว่า <<เขาโตแล้ว ถามตัวเขาเองเถิด>> คนเหล่านั้นจึงเรียกคนที่แต่ก่อนตาบอดนั้นมาหาเป็นครั้งที่สอง และบอกเขาว่า <<จงสรรเสริญพระเจ้าเถิด เรารู้อยู่ว่าชายคนนั้นเป็นคนบาป>> เขาตอบว่า <<ท่านนั้นเป็นคนบาปหรือไม่ข้าพเจ้าไม่ทราบ สิ่งเดียวที่ข้าพเจ้าทราบ ก็คือว่าข้าพเจ้าเคยตาบอด แต่เดี๋ยวนี้ข้าพเจ้ามองเห็นได้แล้ว>> คนเหล่านั้นจึงถามเขาว่า <<เขาทำอะไรกับเจ้าบ้าง เขาทำอย่างไรตาของเจ้าจึงหายบอด>> ชายคนนั้นตอบเขาว่า <<ข้าพเจ้าบอกท่านแล้วและท่านไม่ฟัง ทำไมท่านจึงอยากฟังอีก อยากเป็นสาวกของท่านผู้นั้นด้วยหรือ>>”

คนตาบอดได้พบกับพระเยซู และพระเยซูทำให้เขาได้มองเห็น คิดว่าสำหรับเขาแล้วตอนนั้นเขาจะรู้สึกตกใจและมหัศจรรย์ใจขนาดไหน เขาคงจะมองไปแล้วพูดว่า นี่หรือดอกไม้ มันสวยงามขนาดนี้เลยหรือ นี่หรือท้องฟ้า นกมันบินบนท้องฟ้าสวยขนาดนี้เลย คิดว่าเขาจะรู้สึกขอบคุณ และรู้สึกว่าทุกสิ่งทุกอย่างมันสวยงามแค่ไหน เมื่อเขาได้มองเห็นเขาจะมีความสุขมาก ส่วนพ่อแม่ของเขาจะคิดอย่างไร ตอนที่พ่อแม่ให้กำเนิดลูกชายคนนี้ออกมาแล้วเขาเป็นคนตาบอด ก็คงจะทุกข์ใจมาก ความต้องการสิ่งเดียวที่พ่อแม่ต้องการ คือ การที่ลูกได้มีโอกาสมองเห็น จนมาถึงวันที่ลูกชายได้พบกับพระเยซู แล้วได้มองเห็น คิดว่าเขาจะมีความสุขขนาดไหน คงจะรู้สึกขอบคุณมาก และรู้สึกดีใจจนกระโดดโลดเต้น แต่มีสิ่งหนึ่งที่อ่านจากพระคัมภีร์แล้วรู้สึกปวดใจ คือเมื่อลูกชายได้มองเห็นแล้ว ชาวยิวได้ไปหาพ่อแม่คนตาบอดและถามพวกเขาว่าลูกมองเห็นได้อย่างไร พวกเขาทั้งสองก็น่าจะตอบว่า ลูกได้เจอกับพระเยซูเลยมองเห็นได้ ความจริงไม่ใช่เรื่องยากที่จะตอบแบบนี้ แต่พ่อแม่กลับตอบว่า ใครทำให้ตาของเขาหายบอดข้าพเจ้าก็ไม่ทราบ จงถามเขาเองเถิด เขาโตแล้ว เขาคงเล่าเรื่องของเขาเองได้ คิดว่าทำไมพ่อแม่ถึงตอบแบบนี้ เพราะถ้าตอบว่าเจอกับพระเยซู ก็จะถูกไล่ออกจากหมู่บ้าน สำหรับเขาแล้วการถูกไล่ออกจากหมู่บ้านเป็นเรื่องใหญ่โตมากกว่าการได้พบพระเยซู คิดว่าจิตใจที่พ่อแม่คนตาบอดมี กับจิตใจเราเหมือนกันหรือไม่ หลายครั้งเรามีความสงสัย แม้ว่าเรามั่นใจเรื่องการชำระบาป แต่คิดว่าพระเจ้าช่วย และทำงานกับเราอยู่จริงหรือเปล่า เรามีปัญหา มีความยากลำบากแต่ทำไมพระเจ้าไม่เห็นช่วยเราเลย ทำไมมีแต่ภัยพิบัติเกิดขึ้น เพราะอะไร?

โรม 5:19 “เพราะว่าคนเป็นอันมากเป็นคนบาป เพราะคนคนเดียวที่มิได้เชื่อฟังฉันใด คนเป็นอันมากก็เป็นคนชอบธรรม เพราะพระองค์ผู้เดียวที่ได้ทรงเชื่อฟังฉันนั้น”

ที่เป็นคนบาปก็ไม่ได้มาจากตัวเอง ที่ผมเป็นคนชอบธรรมก็ไม่ได้มาจากตัวเองเช่นกัน

อิสยาห์ 38:17 “นี่แน่ะ เพราะเห็นแก่สวัสดิภาพของข้าพระองค์ ข้าพระองค์จึงมีความขมขื่นมากยิ่ง แต่พระองค์ทรงรักชีวิตของข้าพระองค์ ไม่ให้ตกหลุมแห่งความพินาศ เพราะพระองค์ทรงเหวี่ยงบาปทั้งสิ้นของข้าพระองค์ ไว้เบื้องพระปฤษฎางค์ของพระองค์”ไม่ได้เขียนว่ามีบาปอดีต ปัจจุบันหรืออนาคต แต่ได้บอกว่าบาปทั้งสิ้นได้เหวี่ยงไว้ที่หลังของพระเยซูแล้ว จิตใจของพ่อแม่ที่ขอบคุณกับพระเยซูนั้นหายไปไหน ทำไมเขาจึงไม่สามารถพูดว่าพระเยซูรักษาลูกได้ นั่นเป็นเพราะจิตใจที่ผู้คนที่จะทิ้งเขานั้นใหญ่โตกว่าพระเยซู ด้วยใจเช่นนี้ ภัยพิบัติก็เกิดขึ้นกับคนมากมาย เพราะในตอนที่ต้องเลือกข้าง ระหว่างพระเจ้ากับเนื้อหนัง พวกเรามักจะเลือกไปทางเนื้อหนัง

กาลาเทีย 1:10 “บัดนี้ข้าพเจ้ากำลังพูดเอาใจมนุษย์หรือ ข้าพเจ้าทำให้เป็นที่ชอบพระทัยพระเจ้ามิใช่หรือ ข้าพเจ้าอุตส่าห์ประจบประแจงมนุษย์หรือ ถ้าข้าพเจ้ากำลังประจบประแจงมนุษย์อยู่ ข้าพเจ้าก็ไม่ใช่ผู้รับใช้ของพระคริสต์” มารซาตานจะให้ความคิดว่าพระเจ้าก็ดี ความเชื่อก็ดี แต่ถ้าจะใช้ชีวิตก็ต้องเลือกเพื่อนด้วย เลือกเงินมากกว่าความเชื่อ ตอนที่มารซาตานพูดแบบนี้เราเองก็ถูกลากไป สำหรับเราแล้วเราจะต้องปรนนิบัติใครมากกว่า กรณีพ่อแม่ของคนตาบอด ทั้งที่พระเยซูทำให้ลูกพวกเขาหาย ความจริงต้องมีใจที่ขอบคุณกับพระเยซู แต่ที่พวกเขาพูดออกมาไม่ได้ เพราะมารซาตานที่ให้สติปัญญา ซึ่งรู้ว่าถ้าตอบแบบนั้นจะทำให้เรายิ่งใกล้ชิดกับพระเยซู แทนที่จะตอบตรงๆ ก็ให้ความกลัวที่จะไล่ออกจากหมู่บ้านและตอบไปว่าให้ไปถามลูกชายเอง

ยอห์น 9:33-35 “ถ้าท่านผู้นั้นไม่ได้มาจากพระเจ้าแล้วก็คงไม่สามารถทำได้>> เขาทั้งหลายตอบคนนั้นว่า <<เอ็งเกิดมาในการบาปทั้งนั้น และเอ็งจะมาสอนเราหรือ>> แล้วเขาจึงอเปหิคนนั้นเสีย พระเยซูทรงได้ยินว่าเขาได้อเปหิคนนั้นเสียแล้ว เมื่อพระองค์ทรงพบชายคนนั้นจึงตรัสกับเขาว่า <<เจ้าวางใจในบุตรมนุษย์หรือ>>”

คนที่ได้รับการชำระบาปจะมี 2 ประเภท ประเภทแรกคือ คนที่ได้รับความรอดแล้วแต่ใช้ชีวิตด้วยใจแบบคนตาบอด และประเภทที่สองคือ คนที่ได้รับความรอดแล้วแต่ใช้ชีวิตด้วยใจแบบพ่อแม่คนตาบอดสำหรับคนตาบอดมีใจว่า ต่อให้จะเสียทุกอย่างแต่จะเสียพระเยซูไม่ได้ ตรงข้ามกับพ่อแม่ของเขาที่มีความกลัวว่าจะถูกคนทิ้ง ความกลัวแบบนี้เป็นสิ่งที่มารซาตานใส่มาในจิตใจ ในส่วนลึกของเรากำลังใช้ชีวิตแบบพ่อแม่คนตาบอด จึงไม่สามารถได้รับพร หรือความช่วยเหลือจากพระเยซูได้ แม้ว่าพ่อแม่คนตาบอดจะไม่โดนไล่ออกจากหมู่บ้านและใช้ชีวิตได้อย่างปกติ ได้รับการยกย่อง แต่เขากลับเสียพระเยซู ส่วนคนตาบอดถูกพ่อแม่ทิ้ง เพื่อนทิ้ง และถูกไล่ออกจากหมู่บ้าน โดยตอนที่พระเยซูรู้ว่าเขาถูกไล่พระองค์ก็ได้ไปพบเขา และถามว่าเจ้าวางใจในบุตรมนุษย์หรือ

ยอห์น 9:36-37 “ชายคนนั้นทูลตอบว่า <<ท่านเจ้าข้า ผู้ใดเป็นบุตรมนุษย์ ซึ่งข้าพเจ้าจะวางใจในพระองค์ได้>> พระเยซูตรัสกับเขาว่า <<เจ้าได้เห็นท่านแล้ว ท่านผู้นั้นเองที่กำลังพูดอยู่กับเจ้า>>”คนที่เขาคุยด้วยเป็นพระเจ้าที่ทำให้เขามองเห็น เขาได้รู้จักพระเยซูอย่างชัดเจน และเชื่ออย่างชัดเจนผ่านเหตุการณ์นี้ ตอนที่เราเจอภัยพิบัติ คนที่จะช่วยแก้ไขให้เราคือพระเยซู แม้เราจะเสียสิ่งต่างๆ ในโลกนี้เพราะพระเยซู แต่เราได้รับพระเจ้าที่ยิ่งใหญ่กว่า แม้จะต้องเสียเพื่อน เสียทุกอย่าง แต่ได้เรียนรู้ความเชื่อ และได้รับพระเจ้า เราจึงไม่จำเป็นต้องสิ้นหวังตอนที่เราทิ้งและปฏิเสธพระเยซู จะทำให้พระเยซูเสียใจเพียงใด การที่เราแค่อยากจะสบายขึ้นอีกนิดหนึ่ง ได้ทำให้พระเยซูเสียใจก็ได้ เราคิดว่าสิ่งนี้คือสติปัญญา แต่กลับสูญเสียการใช้ชีวิตด้วยความเชื่อสิ่งที่ต้องเหลือในใจคือการที่ได้รู้ว่า พระเยซูเป็นความรอดของเรา และมีใจขอบคุณกับสิ่งนี้ ถ้าเราออกห่างจากพระเยซูแต่ได้ทรัพย์สมบัติมากมายจะเป็นอย่างไร

ลูกา 19:12-21 “เหตุฉะนั้นพระองค์จึงตรัสว่า <<มีเจ้านายองค์หนึ่งไปเมืองไกล เพื่อจะรับอำนาจมาครองแผ่นดิน แล้วจะกลับมา ท่านจึงเรียกทาสของท่านสิบคนมามอบเงินไว้แก่เขาสิบมินา สั่งว่า <จงเอาไปค้าขายจนเราจะกลับมา> แต่ชาวเมืองชังท่านผู้นั้น จึงใช้คณะทูตตามไปทูลว่า <เราไม่ต้องการให้ผู้นี้ครอบครองเรา> เมื่อท่านได้รับอำนาจครองแผ่นดินกลับมาแล้ว ท่านจึงเรียกทาสทั้งหลายที่ท่านได้ให้เงินไว้นั้นมา เพื่อจะได้รู้ว่าเขาทุกคนค้าได้กำไรกี่มากน้อย ฝ่ายคนแรกมาทูลว่า <พระเจ้าข้า เงินมินาหนึ่งของพระองค์ ได้กำไรสิบมินา> พระองค์จึงตรัสกับเขาว่า <ดีแล้วเจ้าเป็นทาสที่ดี เพราะเจ้าสัตย์ซื่อในของเล็กน้อยเจ้าจงมีอำนาจครอบครองสิบเมืองเถิด> คนที่สองมาทูลว่า <พระเจ้าข้า เงินมินาหนึ่งของพระองค์ได้กำไรห้ามินา> พระองค์จึงตรัสกับเขาเหมือนกันว่า <เจ้าจงครอบครองห้าเมืองเถิด> อีกคนหนึ่งมาทูลว่า <พระเจ้าข้า นี่เงินมินาหนึ่งของพระองค์ข้าพระบาทได้เอาผ้าห่อเก็บไว้ เพราะข้าพระบาทกลัวฝ่าพระบาท ด้วยว่าฝ่าพระบาทเป็นคนเข้มงวด ฝ่าพระบาทเก็บผลซึ่งฝ่าพระบาทมิได้ลงแรง และเกี่ยวที่ฝ่าพระบาทมิได้หว่าน>”

แม้จะสะสมทรัพย์ไว้มากมายและคิดว่ามีพอใช้ชีวิตแล้ว แต่พอวันหนึ่งพระเจ้าเรียกชีวิตไป ก็ไม่ได้ใช้ และตายไปก่อน เราเองก็ได้แต่ต้องไปทางนั้น แต่พระเจ้าทรงปกป้องไว้ก่อน พระเจ้าเท่านั้นที่รักษาสัญญาจึงทำให้เราเดินในทางข่าวประเสริฐได้ ถ้าเราพยายามเอาชนะสิ่งต่างๆ โดยไม่มีพระเจ้าก็คงจะยากลำบาก ถ้าเราเป็นเหมือนคนตาบอดที่ได้พูดเรื่องพระเยซูให้กับคนอื่น ก็จะกลายเป็นทางแห่งความสว่าง และใกล้ชิดกับพระเยซูไม่อยู่ในความมืดอีกต่อไป