พระเจ้าทรงเมตตาโบสถ์ไทย ให้เข้าใจจิตใจของพระองค์ผ่านพระคำจากผู้รับใช้ทั่วโลก ครั้งนี้ พาสเตอร์จากอาร์เจนตินา เผยแพร่ พระคำในบทโยชูวา ย้ำเตือน คนของพระเจ้าคือผู้เดินตามพระคำ ไม่ใช่ติดตามตนเอง

เมื่อวันที่ 30 กรกฎาคม ถึง 2 สิงหาคม 2025 คริสตจักรข่าวประเสริฐ ประเทศไทยได้จัดงานอบรมพระคัมภีร์ให้กับสมาชิกในกรุงเทพฯ และต่างจังหวัด ทั้ง เชียงราย เชียงใหม่ ตาก ขอนแก่น บึงกาฬ หนองคาย สระแก้ว และฉะเชิงเทรา รวมถึงคนทั่วไปที่อาจจะยังไม่เข้าใจจิตใจของพระเจ้าอย่างชัดเจน โดยมีผู้เข้าร่วมกว่า 500 คน

ในครั้งนี้ประเทศไทยได้รับพระคุณจากพระเจ้า โดยได้ฟังพระคำจากพาสเตอร์โด ฮยอน คิม จากคริสตจักรข่าวประเสริฐ ประเทศอาร์เจนตินา ที่ได้เดินทางมาที่ประเทศไทยหลังเสร็จจากการเข้าร่วมงาน World Camp ที่เกาหลีใต้ เพื่อเดินทางกลับไปที่ประเทศอาร์เจนตินา

เนื่องจากตอนนี้มีอาสาสมัครจากละตินอเมริกา และอาสาสมัครไทยที่เคยไปแลกเปลี่ยนที่นั่นหลายคน ในครั้งนี้ เราจึงได้จัดเตรียมการแสดงร้องเพลงจากอาสาสมัครอเมริกาใต้ ทั้งคนไทย และต่างชาติ ร้องเพลงภาษาสเปนต้อนรับพาสเตอร์โด ฮยอน คิม อย่างอบอุ่น แสดงดนตรีอย่างบทเพลง Llegamos ya และ Color esperanza ที่สื่อถึงการที่มีผู้เผยแพร่จากต่างแดนได้นำพาข้อความแห่งความรักและความหวังมาด้วย

จิตใจของผู้แสดงคือ อยากจะต้อนรับพาสเตอร์ด้วยภาษาที่พาสเตอร์คุ้นเคย และอยากจะเปิดใจผู้ชมให้ได้รับรู้ถึงวัฒนธรรมและบรรยากาศความสนุกสนานของละตินอเมริกา ซึ่งผู้ชมเองต่างก็รู้สึกสนุกสนานไปกับการแสดง

ช่วงที่สำคัญอีกอย่างคือ การสามัคคีธรรมกับคนใหม่ที่ได้มาร่วมงานอบรมหลายครั้งแล้ว แต่ยังไม่เข้าใจจิตใจของพระเจ้าอย่างแท้จริง ในรอบนี้ได้เห็นว่าพระเจ้าทรงรักพวกเขา และให้โอกาสได้เห็นตัวตนที่แท้จริงอย่างชัดเจน ทั้งยังได้รู้จิตใจและวิธีของพระเจ้า ในการเข้าแผ่นดินสวรรค์ของพระองค์

ผู้เข้าร่วมงานต่างเปิดใจกับการแสดงทุกเวที ทั้งการร้องเพลงประสานเสียงของวงเซโซรี, การแสดงเต้นวัฒนธรรมนานาชาติ และละครชีวิตจริง ซึ่งเป็นการช่วยให้พร้อมกับการรับฟังพระคำจากผู้บรรยาย

พระคำที่มีค่าในช่วงวันแรกของงานอบรมช่วง

ช่วงเช้าพาสเตอร์โด ฮยอน คิม เล่าถึงสมาชิกคริสตจักรในอาร์เจนตินาที่เคยติดเหล้าติดยา โดยในตอนแรกคิดว่าการรับมือกับคนเหล่านี้เป็นเรื่องยาก จนได้เรียนรู้ความเชื่อจาก พาสเตอร์อ็อก ซู พาร์ค ว่าแม้ผู้เชื่อจะยังมีข้อบกพร่อง แต่ในฮีบรู 10:14 กล่าวว่า “สมบูรณ์แล้ว” ทำให้พาสเตอร์โด ฮยอน คิม เข้าใจว่าความสมบูรณ์ไม่ได้มาจากความพยายามของตนเอง หากแต่มาจากความจริงในพระคำของพระเจ้า และด้วยความเชื่อนี้ สมาชิกเหล่านั้นก็ได้รับการเปลี่ยนแปลง เหมือนในปฐมกาล 17:5-19 ที่ยาโคบได้รับพรเพราะเชื่อคำของแม่ ไม่ใช่จากความสามารถของตนเอง

“เราจะได้รับพรตอนที่ไม่ได้พูดเสียงของตัวเอง แต่พูดด้วยเสียงของพระเจ้า พระเจ้าทำให้ฉันสมบูรณ์แล้ว ฉันจึงสมบูรณ์แล้ว”

ส่วนช่วงบ่ายของวันเดียวกัน พาสเตอร์โด ฮยอน คิม เล่าว่า คริสตจักรในอาร์เจนตินา มีม้าป่วยและแคระแกรนแต่สมาชิกคนหนึ่งได้ดูแลจนกลายเป็นม้าที่งดงาม สะท้อนให้เห็นว่าไม่สำคัญว่าเราเป็นใคร แต่สิ่งที่สำคัญมากกว่าคืออยู่ในมือของใคร เช่นเดียวกับสมาชิกที่เคยติดยาติดเหล้าที่เปลี่ยนแปลงได้เมื่ออยู่ในมือพระเจ้า หลายครั้งที่เราใช้ชีวิตเรามักมีคำบ่นในใจ แต่สิ่งสำคัญคือสิ่งที่อยู่ในใจหรือสิ่งที่อยู่ในพระคำ เหมือนในโยชูวา 6 ที่คนอิสราเอลพังกำแพงเมืองเยรีโคได้เมื่อฟังและทำตามเสียงพระเจ้า พวกเราทุกคนเองก็จะมีชัยชนะเหนือมารได้หากเลือกพูดตามพระคำของพระองค์

ในวันที่สองของงานอบรม พาสเตอร์โด ฮยอน คิมได้ประกาศพระวจนะในพระคำโยชูวา บทที่ 2 เรื่องราวของคนสอดแนมที่ถูกส่งไปที่เมืองเยรีโค และเล่าถึงเรื่องราวน่าอัศจรรย์ของชายหนุ่มคนหนึ่งที่ป่วยหนัก อ็อกซิเจนในเลือดติดลบจนเกือบจะเสียชีวิต แต่เมื่อเขาเชื่อพระคำของพาสเตอร์ที่บอกว่าเขาจะมีชีวิต เขาก็กลับมามีร่างกายที่แข็งแรง และออกจากโรงพยาบาลได้ภายใน 28 วัน

พาสเตอร์ โด ฮยอน คิมกล่าวว่า “พระเจ้าทรงทำงานตามคำพูดของเรา หากเราใช้ชีวิตตามความคิดและความรู้สึกที่เรามี เหมือนคนสอดแนม หากเขาตามความคิดของเขา จะได้แต่หวาดกลัว แต่เมื่อพูดตามพระคำ พวกเขาก็สามารถครอบครองเมืองนั้นได้ เหมือนชายหนุ่มผู้นี้ที่เขากลับมามีชีวิตรอดด้วยความเชื่อ”

ในช่วงเย็น อาจารย์โด ฮยอน คิม ได้แบ่งปันเรื่องราวคำพยานการซื้อที่ดินสร้างโบสถ์ที่ประเทศอาร์เจนตินา แม้จะถูกกีดกันและมีปัญหาเกิดขึ้นหลายอย่าง แต่เมื่อแสวงหาพระเจ้า พระองค์ก็ทรงช่วยทุกครั้ง จนสามารถสร้างโบสถ์และห้องนมัสการได้อย่างสวยงาม และกล่าวถึงพระคำเอสเธอร์ บทที่ 5 เรื่องจิตใจของพระนางเอสเธอร์ที่อยู่ในตำแหน่งที่ต้องได้แต่รับความเมตตาและมีใจต้องการความช่วยเหลือของกษัตริย์อยู่เสมอ ทำให้เธอได้รับความเมตตาจากกษัตริย์

พาสเตอร์ โด ฮยอน คิม กล่าวว่า “หากไม่มีพระเจ้า ผมได้แต่เป็นคนที่น่าสมเพชที่สุด แต่เมื่อใช้ชีวิตด้วยใจที่ต้องการพระเยซู พระเจ้าก็ทรงอวยพรอย่างล้นเหลือ และทรงให้มากกว่าที่ผมต้องการเป็นสิบเท่าร้อยเท่า และทำให้ผมเป็นคนที่ใช้ชีวิตอย่างมีความสุขที่สุด”

“พระเจ้าที่เราเชื่ออยู่นั้นคือพระเจ้าที่ทรงพระชนม์” พาสเตอร์โด ฮยอน คิม กล่าวย้ำ

พาสเตอร์โด ฮยอน คิม ได้แบ่งปันประสบการณ์ส่วนตัวว่า เขาเกิดมาในครอบครัวที่ไม่มีศาสนา ไม่มีวัด ไม่มีโบสถ์อยู่ใกล้บ้าน การนับถือสิ่งศักดิ์สิทธิ์ในชีวิตของเขาคือพิธีกรรมไหว้บรรพบุรุษที่ล่วงลับ เช่นการไหว้อาหารในวันสำคัญ แม่ของเขาเคยบอกว่า “คุณปู่ที่เสียไปจะมากินอาหารก่อน” ซึ่งตอนเด็กเขาก็ไม่เข้าใจว่าวิญญาณที่ตายแล้วจะมากินได้อย่างไร สิ่งเหล่านี้ปลูกฝังให้เขาเติบโตมากับความเข้าใจว่าศาสนาคือการกระทำดี การประพฤติตนให้อยู่ในกรอบ

ชีวิตฝ่ายจิตวิญญาณที่แท้จริงนั้นไม่ใช่เรื่องของ “ฉันทำอะไร” แต่เป็น “พระเจ้าทำอะไรเพื่อเรา” พระเจ้าไม่ได้มาสอนศาสนา แต่ทรงปรารถนาให้มนุษย์มีความสุขและชื่นชมยินดีในพระองค์ ตัวอย่างชัดเจนจากพระคำยอห์นบทที่ 8 หญิงคนหนึ่งถูกจับได้ขณะร่วมประเวณี และถูกนำตัวมาต่อหน้าพระเยซูเพื่อทดสอบว่าพระองค์จะตัดสินอย่างไร แม้เธอจะสมควรต้องตายตามกฏบัญญัติ แต่กลับได้รับความรอด พระเยซูตรัสว่า “เราก็ไม่ลงโทษเจ้า ไปเถิด และอย่าทำบาปอีก” (ยอห์น 8:11)

นอกจากนี้ พาสเตอร์ได้เล่าถึงประสบการณ์เฉียดตายในปี 1999 ขณะตกน้ำที่เกาหลีใต้ แม้ร่างกายจะรอดกลับมาเหมือนเดิม แต่จิตใจของเขากลับเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง เขารู้ว่าพระเจ้ายังไม่ให้เขาตาย เพราะยังมีแผนงานในชีวิตของเขา และนั่นทำให้เขารู้สึกขอบคุณ ทุกสิ่งทุกอย่างในชีวิตตั้งแต่นั้นมา เขาเชื่อว่าไม่ได้เกิดจากตนเอง แต่เป็นเพราะพระเจ้าทรงอนุญาต

“แม้แต่ลมหายใจของเราก็ไม่ใช่ของเราเอง”

การตระหนักรู้ในจุดนี้ทำให้ชีวิตเปลี่ยนแปลง หญิงที่ถูกจับฐานร่วมประเวณีกลับมีชีวิตใหม่ เพราะเธอมีใจขอบคุณและชื่นชมยินดี เช่นเดียวกับคนติดยาเสพติดที่เปลี่ยนแปลงได้ เพราะได้พบพระเจ้าและมีชีวิตครอบครัวที่มีคุณค่า

พระคัมภีร์กล่าวถึงบัญญัติ 613 ข้อ ที่โมเสสได้รับจากพระเจ้า ซึ่งสะท้อนถึงมาตรฐานของความชอบธรรมที่สูงเกินกว่ามนุษย์จะรักษาไว้ได้ บาปของเรานั้นมีมากกว่าเส้นผมบนศีรษะ (สดุดี 40:12) และไม่มีใครหลีกหนีจากความผิดได้ เว้นแต่โดยพระโลหิตของพระเยซูที่หลั่งบนไม้กางเขน ซึ่งเป็นการล้างบาปให้เราชั่วนิรันดร์ (ยอห์น 19:30)

สุดท้าย พระเจ้าทรงพิพากษาแล้วว่า “ทุกคนทำบาปและเสื่อมจากพระสิริของพระเจ้า” (โรม 3:23-24) แต่ผู้ที่เชื่อในพระเยซูกลับได้รับความชอบธรรมโดยไม่ต้องจ่ายอะไรเลย เป็นของขวัญจากพระคุณพระองค์

หลังจากจบงานอบรม พาสเตอร์ฮักเชิล คิม ผู้รับใช้ประจำคริสตจักรข่าวประเสริฐ กรุงเทพฯ ได้แบ่งปันคำพยานในช่วงนมัสการวันอาทิตย์ ถึงการได้รับพระพรอันยิ่งใหญ่ที่ได้ฟังพระคำของพระเจ้าจากมิชชันนารีหลายประเทศ เพราะโบสถ์กรุงเทพฯ ตั้งอยู่ในทำเลที่เหมาะสมกับการเดินทางของผู้รับใช้จากนานาชาติ ทำให้สมาชิกโบสถ์ไทยได้รับพระคุณอย่างมาก หนึ่งในนั้นคือพาสเตอร์ โด ฮยอน คิม จากอาร์เจนตินา ผู้เคยมีจิตใจพึ่งพาความสามารถของตนเอง แต่พระเจ้าทรงเปลี่ยนเขาผ่านเหตุการณ์เฉียดตายหลายครั้ง จนตระหนักว่าการเชื่อเพียงเสียงตนเองนำไปสู่ความพินาศ พระเจ้าทรงให้ปัญหาในชีวิตเพื่อทำลายความเย่อหยิ่ง และนำจิตใจกลับมาพึ่งพาพระองค์ พาสเตอร์ฮักเชิล คิม กล่าวย้ำกับสมาชิกโบสถ์กรุงเทพฯ ว่า พระเจ้าที่ให้จิตใจนี้กับพาสเตอร์โด ฮยอน คิม ก็ได้ให้จิตใจนี้กับเราเช่นกัน และพระองค์ก็กำลังทำงานในจิตใจของเราอยู่เสมอ เชื่อแค่เสียงของพระองค์เท่านั้น

สัมภาษณ์ผู้เข้าร่วมงาน

น.ส.​ ปริศนา​ เนื่องชมภู  อายุ​ 52​ ปี​ จ.บึงกาฬ​ กล่าวว่า​ ตนเกิดมาในครอบครัวที่พ่อแม่ทะเลาะกัน​ ก็เกลียดชังพ่อแม่​ เกลียดการทะเลาะและไม่อยากจะเติบโต​มาเป็นแบบนั้น​ จนกระทั่งเมื่อตนมีครอบครัว ก็พยายามจะไม่ทะเลาะ แต่ในใจยิ่งเก็บกดทุกอย่างไว้​ ก็เลยยิ่งทุกข์​ แต่ก็เลือกที่จะเก็บไว้ตลอด​ เพราะอยากให้คนอื่นเห็นภาพที่ตนสร้างว่าฉันเป็นคนดี​ เป็นคนเก่ง สามารถทำได้ทุกอย่าง​ ถึงจะไม่มีสามีแต่ฉันมีสติปัญญา​ดี​ มีบางครั้งที่เหนื่อยแต่สุดท้ายก็ฝืนที่จะสร้างภาพให้ดูดีเหมือนเดิม​ จนเชื่อว่าตนเป็นคนดี​ คนเก่ง​ ไม่คิดว่าจะมีคนที่เหนือกว่าฉัน​ ดูถูกคนอื่น จนเกิดเหตุ​การณ์​ถูกคนอื่นมาด่าที่ร้านทั้งที่ตัวเองไม่รู้เรื่องอะไรเลย​ สาปแช่งเขาในใจ​ด้วยหน้าตานิ่งเฉย แต่พอฟังพระคำได้เห็นว่าฉันเป็นคนบาป​ การใช้ชีวิตแบบนี้​ เชื่อตัวเองแบบนี้​ จากที่เคยคิดว่าดีก็เห็นว่าชั่วร้ายมาก​ ฆ่าคนอื่นด้วยปากและจิตใจของตัวเอง ยิ่งฟังพระคำก็ยิ่งได้รู้ความจริง​ ได้เห็นบาปที่อยู่​ในใจ​ ที่ติดตัวมาตลอดตั้งแต่เกิด​ การเชื่อตัวเองว่าตัวเองดีเป็นความโง่เขลา หลังจากได้ฟังข่าวประเสริฐก็ทำให้รู้ว่า ไม่ว่าเราจะชั่วร้ายขนาดไหน​ แต่พระเยซู​ได้ไถ่บาปให้ตั้งแต่ตอนที่เรายังไม่เกิด​ ตอนนี้เลยได้เชื่อว่าความบาป​ ความชั่วร้าย​ที่มีมาตั้งแต่กำเนิด พระเยซู​ได้รับไปให้ทั้งหมดแล้ว​ ได้ทำให้เราเป็นคนชอบธรรม​แล้ว​ ก็รู้สึกดีใจและขอบคุณ​พระเจ้า สุดท้ายตนได้เห็นว่าพระเจ้ารักฉัน​ พระองค์ทรง​ส่งพระบุตรเพียงองค์​เดียวคือพระเยซู​มาตายเพื่อคนบาปอย่างตน​ ถึงแม้ในอนาคตจะทำบาปอีกแต่ก็ยังคงเป็นคนชอบธรรม ​เพราะพระเยซู​ได้ไถ่บาปทั้งหมดของตนไปแล้วเป็นนิจนิรันดร์​ค่ะ

นางนาคือ จะมือ อายุ 59 ปี กล่าวว่าเมื่อก่อนฉันไม่รู้จักพระเจ้าเลย จึงคิดว่าถ้าทำดีมากพอก็จะเพียงพอสำหรับชีวิต ฉันใช้ชีวิตตามใจตัวเอง อยากทำอะไรก็ทำ ไม่ค่อยฟังคำสอนของใคร ใจของฉันแข็งกระด้างและพึ่งพาตนเองมาตลอด ตนทุกข์ใจมากเพราะมักคาดหวังกับมนุษย์ แต่สิ่งที่ได้รับกลับเป็นความผิดหวังและความเจ็บปวดใจเสมอ จนเมื่อประมาณ 3 ปีก่อน ฉันได้มาที่โบสถ์และเริ่มรู้จักพระเยซู ผ่านการอบรมครั้งนี้เองที่ฉันเข้าใจอย่างลึกซึ้งว่าพระเยซูทรงรักฉันและได้ลบล้างความบาปของฉันหมดแล้วที่ไม้กางเขน พระองค์ตรึงความบาปของฉันไว้จนสิ้น ไม่เหลือแม้แต่นิดเดียว ฉันไม่จำเป็นต้องพยายามทำอะไรเพื่อไถ่บาปอีกต่อไป เพราะพระเยซูได้ทำทุกสิ่งเพื่อฉันแล้วตั้งแต่ต้นจนจบ พระคัมภีร์ยอห์น 3:16 กล่าวว่า “เพราะว่าพระเจ้าทรงรักโลกจนได้ประทานพระบุตรองค์เดียวของพระองค์ เพื่อทุกคนที่วางใจในพระองค์จะไม่พินาศ แต่มีชีวิตนิรันดร์” ข้อนี้ทำให้ฉันมั่นใจว่าพระเยซูรักฉันจริง ๆ และได้ประทานความรอดให้โดยไม่ต้องแลกด้วยความพยายามของตัวเอง ในงานอบรมครั้งนี้ ฉันยังได้ฟังเรื่องราวของหญิงล่วงประเวณีที่ถูกจับได้เพราะทำผิดธรรมบัญญัติ และคนรอบข้างต้องการขว้างหินใส่นางให้ตาย แต่พระเยซูตรัสว่า “ผู้ใดที่ไม่มีบาป ให้ผู้นั้นเป็นคนแรกที่ขว้างหิน” และไม่มีใครกล้าทำ พระองค์จึงตรัสกับหญิงนั้นว่า “เราไม่เอาผิดเจ้า จงอย่าทำผิดอีก” เรื่องนี้ทำให้ฉันเข้าใจว่าหากไม่มีพระเยซู ฉันก็ไม่สามารถรอดพ้นจากบาปและการลงโทษได้เลย ฉันขอบคุณพระเยซูอย่างสุดหัวใจ เพราะพระองค์ทรงยกโทษและช่วยฉันให้รอด จิตใจของฉันได้รับการพักผ่อน สบายใจ และมั่นใจว่าจะได้อยู่กับพระองค์บนสวรรค์ตลอดไป เพราะพระเยซูได้ทำทุกสิ่งเพื่อฉันแล้ว