งานอบรมชาวเมียนมาในกรุงเทพฯ กับการขยายข่าวประเสริฐเพื่อฟื้นคืนจิตใจของพระเจ้า

เมื่อวันที่ 14-17 เมษายน ที่คริสตจักรข่าวประเสริฐ จ.ปทุมธานี ได้จัดงานอบรมพระคัมภีร์ให้กับชาวเมียนมา ที่อาศัยอยู่ในประเทศไทย โดยได้เรียนเชิญพาสเตอร์เจ ฮโยโซ ประจำคริสตจักร ประเทศมาเลเซีย มาแบ่งปันพระคำของพระเจ้า ซึ่งเทศนาธรรมเป็นภาษาเมียนมาด้วยตัวเอง สรุปมีผู้เข้าร่วมทั้งหมดประมาณ 50 คน เป็นทั้งสมาชิกชิกโบสถ์ที่ทำงานอยู่ในไทย สมาชิกโบสถ์ที่เดินทางมาจากเมียนมา และชาวเมียนมาที่ทำงานในไทย

จุดเริ่มต้นของงานอบรมสำหรับชาวเมียนมาในครั้งนี้ มาจากจิตใจของพาสเตอร์ฮักเชิล คิม ประจำคริสตจักรข่าวประเสริฐ  ที่มองเห็นว่ามีชาวเมียนมาอาศัยอยู่ในกรุงเทพฯ กว่าหนึ่งล้านคน จึงมีความตั้งใจที่จะเผยแพร่ข่าวประเสริฐไปถึงพวกเขา ด้วยเหตุนี้เอง งานอบรมสำหรับชาวเมียนมาจึงได้ถือกำเนิดขึ้น

ในช่วงหนึ่ง พาสเตอร์เจ ฮโยโซ ประจำคริสตจักร ประเทศมาเลเซีย ได้เทศนาธรรมพระคำ ใน 1 ยอห์น 4:17 กล่าวว่า “ในข้อนี้แหละ ความรักของเราจึงสมบูรณ์ เพื่อเราทั้งหลายจะได้มีความมั่นใจในวันพิพากษา เพราะว่าพระองค์ทรงเป็นเช่นไรเราทั้งหลายในโลกนี้ก็เป็นเช่นนั้น” หมายความว่า เมื่อเรายอมรับพระเยซูเป็นพระผู้ช่วยให้เราและเราทำตามพระประสงค์ของพระองค์ เราก็จะกลายเป็นหนึ่งเดียวกับพระเยซู แม้ว่าเราจะมีความรู้สึกหรือความอยากไม่เหมือนพระเยซู แต่พระเจ้าจะช่วยเสริมกำลังให้เราทำตามพระประสงค์ของพระองค์

 

ทั้งนี้ พาสเตอร์เจ ฮโยโซ ยังได้กล่าวถึงการเผยแพร่ข่าวประเสริฐของชาวเมียนมาในต่างประเทศว่า การเผยแพร่ไม่ใช่เพราะความต้องการของเรา แต่เป็นเพราะพระเจ้าเลือกให้เราเป็นผู้เผยแพร่ ถึงแม้จะมีอุปสรรคต่างๆ เช่น ความกลัวจากหน่วยงานหรือการขอวีซ่า แต่เมื่อพระเจ้าเรียกให้เราทำสิ่งใด พระองค์จะทำให้เราทำสำเร็จ

การดำเนินชีวิตตามพระเยซูไม่จำเป็นต้องมาจากความชอบส่วนตัวหรือความรู้สึกของเรา แต่พระเจ้าเป็นผู้ทรงนำทางเราและจะให้สติปัญญาแก่เรา เพื่อให้เราทำตามพระประสงค์ของพระองค์ การเผยแพร่ข่าวประเสริฐและการดำเนินชีวิตตามพระประสงค์ของพระองค์จึงเป็นการแสดงออกถึงการเป็นหนึ่งเดียวกับพระเยซู ซึ่งจะช่วยเสริมสร้างความหวังในชีวิตของเราและคนรอบข้าง

ในงานอบรมครั้งนี้ พี่น้องสมาชิกที่เข้าร่วมงาน บางส่วนบินตรงมาจากเมียนมา ขณะที่บางคนอาศัยอยู่ในประเทศไทยมานานกว่า 10 ปีแล้ว แต่เพิ่งเคยมีโอกาสได้รู้จักกับเรา เมื่อพวกเขาได้มาพบกันในงาน ก็สัมผัสได้ถึงจิตใจที่ใกล้ชิดกัน และต่างพูดคุยกันด้วยภาษาเมียนมาอย่างมีความสุข

สิ่งที่น่าประทับใจคือการได้เห็นทั้งสมาชิกเดิมและผู้เข้าร่วมใหม่ ตั้งใจฟังพระคำจากพาสเตอร์ที่เทศนาเป็นภาษาเมียนมา ไม่มีใครหลับเลยแม้แต่น้อย และยังตอบคำถามด้วยเสียงดังฟังชัด สะท้อนถึงความกระตือรือร้นในจิตใจของพวกเขา ระหว่างช่วงกิจกรรม แม้บางคนจะมีอายุ แต่พวกเขาก็ยังสนุกสนานและร่วมเล่นเกมกับเราอย่างเต็มที่ ทำให้เห็นว่าภาษา หรืออายุไม่ใช่อุปสรรคในการรับฟังพระคำและมีความสุขร่วมกัน

แม้บางคนจะนับถือศาสนาพุทธ พระคำก็ยังสามารถเข้าไปถึงจิตใจของพวกเขาได้ ทำให้เราได้เห็นว่ามีชาวเมียนมาอีกมากมายที่กำลังรอคอยโอกาสเช่นนี้อยู่ และเราก็มีความหวังว่า หากเรายังคงจัดงานเช่นนี้อย่างต่อเนื่อง การเชื่อมต่อเหล่านี้จะช่วยให้การเผยแพร่ข่าวประเสริฐขยายออกไปเรื่อย ๆ นอกจากนี้ ยังทำให้เราเห็นชัดเจนยิ่งขึ้นว่า พระเจ้าทรงรักทุกคน ไม่ว่าจะเป็นคนไทยหรือคนเมียนมา

 

คุณแอนนา อายุ 24 ปี เผยความเปลี่ยนแปลงภายในใจหลังเข้าร่วมงานอบรมว่า

“ฉันตัดสินใจมาร่วมงานอบรมในครั้งนี้เพราะคุณแม่เป็นสมาชิกโบสถ์ ก่อนหน้านี้ก็เคยได้ยินพระคำมาบ้างจากโบสถ์ในประเทศเมียนมา แต่ก็ไม่เคยเปิดใจจริง ๆ ชีวิตที่ผ่านมาฉันเลือกเดินตามทางของตัวเอง ใช้ชีวิตอย่างไร้จุดหมาย แสวงหาแต่ความสนุกในโลก ไม่เคยสนใจพระเจ้า ไม่เคยคิดถึงเรื่องจิตวิญญาณ และแน่นอนว่าไม่เคยคิดว่าการไปโบสถ์จะมีความหมายอะไรฉันเคยปฏิเสธการเข้าร่วมงานอบรมหลายครั้งเพราะคิดว่าคงน่าเบื่อ แต่ความจริงก็คือหัวใจฉันว่างเปล่า ชีวิตเหมือนมีแต่ความมืด แม้จะหัวเราะหรือดูสนุกสนานแค่ไหน แต่ลึก ๆ กลับเต็มไปด้วยความทุกข์และความรู้สึกผิดที่ไม่มีวันลบล้างได้จนกระทั่งวันที่ฉันได้ฟังพระคำในงานอบรมครั้งนี้ ฉันได้เข้าใจว่า… พระเยซูทรงแบกรับบาปทั้งหมดของฉันไปแล้ว ความทุกข์ในใจก็เหมือนถูกยกออกไปในทันที ฉันรู้สึกถึงความสงบที่ไม่เคยสัมผัสมาก่อน หัวใจฉันเต็มไปด้วยความขอบคุณอาจารย์อธิบายว่า พระเจ้าทรงเป็นเหมือนพระจันทร์เต็มดวง แม้บางครั้งเราจะมองเห็นเพียงเสี้ยวเล็ก ๆ เพราะความคิดของเราถูกบดบังด้วยความกลัวและการกล่าวโทษตัวเอง แต่ในสายตาของพระเจ้า เราสมบูรณ์แบบในพระคริสต์แล้ว ไม่ใช่เพราะสิ่งที่เราทำ แต่เพราะพระโลหิตของพระเยซูฉันเคยพยายามเปลี่ยนชีวิตด้วยตัวเอง แต่สุดท้ายก็ล้มเหลว ตอนนี้ฉันรู้แล้วว่า ตัวฉันเองไม่มีอะไรเลย ฉันได้ตายไปพร้อมกับพระคริสต์บนไม้กางเขน สิ่งเดียวที่ฉันทำได้คือวางใจในพระเจ้า และขอบคุณพระเยซูที่ทรงเจ็บปวดแทนฉันในพระคัมภีร์ฮีบรู บทที่ 10 ข้อที่ 17 เขียนไว้ว่า “และเราจะไม่จดจำ บาปของพวกเขา และการอธรรมของพวกเขาอีกต่อไป” และในบทที่ 9 ข้อที่ 12 “…พระองค์ไม่ได้ทรงนำเลือดแพะและเลือดลูกวัวเข้าไป แต่ทรงนำพระโลหิตของพระองค์เองเข้าไป จึงได้มาซึ่งการไถ่บาปชั่วนิรันดร์”ก่อนหน้านี้ ฉันเคยอยู่ในความสิ้นหวัง สามีติดยา ลูกก็ยังเล็กเพียงแค่ 3 เดือน ฉันเต็มไปด้วยความกังวลว่าจะเลี้ยงลูกยังไง อนาคตจะเป็นยังไง คิดตลอดว่าฉันต้องทำอะไรสักอย่าง ต้องหาทางแก้ไขชีวิตนี้ด้วยตัวเองแต่พอได้มางานอบรม ฉันได้เข้าใจสิ่งหนึ่ง… ฉันช่วยตัวเองไม่ได้เลย และช่วยใครไม่ได้ด้วย อาจพาสามีไปลงนรกด้วยซ้ำหากยังคิดว่าจะเปลี่ยนเขาเองได้ แต่พระเจ้าทรงสามารถทำทุกสิ่ง ฉันจึงวางใจในพระองค์ วันนี้ ฉันไม่มีอะไรเลยนอกจากความเชื่อในพระเจ้า และความขอบคุณ พระองค์ทรงจัดเตรียมทางที่ดีที่สุดไว้ให้แล้ว

คำพยานจากคุณโก ตา เงะ อายุ 42 ปี
“สมาชิกจากโบสถ์พม่า เข้าร่วมงานอบรมที่โบสถ์รังสิตเป็นครั้งแรก” กล่าวว่าผมเป็นสมาชิกจากโบสถ์พม่า แต่ครั้งนี้เป็นครั้งแรกที่ได้มาร่วมที่โบสถ์รังสิต ตอนที่เข้าร่วมงานอบรม ผมมีความคิดว่า ประเทศพม่ากำลังเผชิญสถานการณ์ทางการเมืองที่ไม่ดี และรู้สึกว่าการที่ผมต้องมาอยู่ที่ประเทศไทยเป็นเพราะปัญหาเหล่านั้น แต่เมื่อได้ฟังคำเทศนาของอาจารย์ ผมจึงเข้าใจว่า ไม่ใช่เพราะสถานการณ์หรือโชคชะตา แต่เป็นเพราะพระเจ้าทรงนำ และทำทุกสิ่งเพื่อผมแม้ว่าผมจะได้รับการชำระบาปแล้ว แต่ชีวิตที่ผ่านมาก็ยังเต็มไปด้วยความผิดพลาด และผมเองก็ไม่สามารถรับผิดชอบชีวิตของตนได้อย่างแท้จริง จนกระทั่งผมได้เข้าใจว่า ไม่ใช่ผมที่ต้องทำทุกอย่าง แต่เป็นพระเจ้าผู้ทรงทำทั้งหมด และทรงรับผิดชอบชีวิตผมผมอยากเข้าร่วมอบรมครบ 4 วัน แต่ที่ทำงานอนุญาตเพียง 2 วัน เมื่อผมตัดสินใจเข้าร่วมต่อ ทางบริษัทจึงยกเลิกงานของผม แม้จะเสียงาน แต่ผมเชื่อว่าพระเจ้าทรงมีสิ่งที่ดีกว่ารออยู่ ผมไม่ได้เข้าร่วมอบรมเพียงเพื่อตนเอง แต่ผมอยากเป็นผู้ที่เผยแพร่ข่าวประเสริฐ ไม่ใช่แค่ในประเทศไทย แต่เพื่อพี่น้องประเทศของผมด้วยอาจารย์พาร์คเคยกล่าวกับพี่น้องพม่าว่า “อยากให้คนพม่าเผยแพร่ข่าวประเสริฐทั่วโลก” คำพูดนี้ผมเก็บไว้ในใจ ผมเชื่อว่า นี่ไม่ใช่ความคิดของผมเอง แต่เป็นพระสัญญาของพระเจ้าที่จะสำเร็จ และผมขอเป็นส่วนหนึ่งในแผนงานนี้แม้ว่าผมจะมีหน้าที่เป็นหัวหน้าครอบครัว มีลูกสาวสองคนที่อยากดูแลอย่างดีที่สุด ผมก็เข้าใจว่า ไม่ใช่ผมที่จะสามารถทำให้ทุกอย่างสำเร็จได้ แต่เป็นพระเจ้าที่ทรงดูแลทั้งครอบครัวของผมในการอบรมครั้งนี้ อาจารย์ได้กล่าวถึงเรื่อง “บุตรคนเล็ก” ซึ่งสะท้อนใจผมอย่างลึกซึ้ง เพราะชื่อพม่าเดิมของผมก็แปลว่า “บุตรคนเล็ก” ผมตระหนักว่า การได้อยู่ในบ้านของพระบิดาเป็นพระคุณ เพราะมรดกทั้งหมดเป็นของลูกบุตรคนเล็ก ผมไม่ต้องพยายามเองอีกต่อไป เพราะพระเจ้าทรงทำทุกอย่างไว้เรียบร้อยแล้วแม้ชีวิตผมจะเคยเต็มไปด้วยความรู้สึกผิด บาป ความเกลียดชัง ความล้มเหลวในบทบาทของสามีและพ่อ แต่ผ่านทางพระคำ ยอห์น 1:29 ที่ว่า “ดูเถิด พระเมษโปดกของพระเจ้า ผู้ทรงรับบาปของโลกไป” ความมืดในใจของผมก็สว่างขึ้นอีกครั้ง พระคำนี้ได้ขับไล่ความคิดเก่า ๆ และทำให้ผมได้เริ่มต้นใหม่งานอบรมครั้งนี้เปลี่ยนแปลงชีวิตผมโดยสิ้นเชิง ผมตายจากตัวตนเก่า และเริ่มต้นชีวิตใหม่ในพระเยซู ผมมีความหวังว่าพระเจ้าจะทรงจูงนำชีวิตผมต่อไปแม้มารซาตานจะพยายามใส่ความคิดลบเข้ามา แต่ด้วยพระคำและการหนุนใจจากพี่น้อง ผมสามารถเอาชนะได้ ผมรู้ว่า พระเจ้าทรงรักครอบครัวของผมเช่นกัน แม้พ่อแม่จะชราและน้องชายเป็นพระ ผมก็เชื่อว่าทุกคนจะได้รับความรอดเช่นเดียวกัน เพราะพระเจ้าเลือกและทรงเรียกเราผมขอบคุณพระเจ้า ขอบคุณอาจารย์ และพี่น้องทุกท่านที่จัดงานอบรมนี้ให้ผมได้พบกับความจริง ได้รับความหวัง และเริ่มต้นชีวิตใหม่ในพระคริสต์ครับ

คำพยานของคุณยุยุ อายุ 34 ปี
ฉันได้รับคำเชิญให้มาเข้าร่วมงานอบรมในครั้งนี้จากคนรู้จัก ซึ่งเป็นโอกาสที่ดีมากสำหรับชีวิตของฉันก่อนหน้านี้ฉันนับถือศาสนาพุทธ และสามีของฉันเป็นคริสเตียน ฉันจึงมีโอกาสเข้าไปร่วมกิจกรรมในคริสตจักรอยู่ประมาณ 1 ปี แต่ตลอดเวลานั้น ฉันไม่เข้าใจอะไรเลย ไปโบสถ์ก็เพียงเพราะรู้สึกว่าเป็นหน้าที่ ไม่เคยรู้สึกว่าตัวเองได้รับอะไรกลับมาเลยฉันเคยคิดว่า ถ้าจะเชื่อในพระเยซูจริง ๆ ฉันก็ต้องเข้าใจว่า พระเยซูคือใคร และพระองค์เกี่ยวข้องกับชีวิตฉันอย่างไร แม้ฉันจะอยากรู้ อยากเข้าใจ แต่ก็ไม่มีใครอธิบายหรือสอนให้กับฉันเลย ฉันจึงแสวงหาคนที่จะสามารถช่วยฉันเข้าใจ และในที่สุดก็ได้รับคำเชิญให้มาเข้าร่วมงานอบรมในครั้งนี้เมื่อฉันมาเข้าร่วมอบรม ฉันจึงได้เข้าใจสิ่งที่ไม่เคยรู้มาก่อน โดยเฉพาะเรื่องของความรักของพระเยซูที่มีต่อฉัน ฉันได้ฟังพระธรรมจาก เอเฟซัส 1:5 ซึ่งกล่าวว่า”โดยความรัก พระองค์ทรงกำหนดไว้ก่อนแล้วว่า เราจะได้รับการรับเลี้ยงเป็นบุตรของพระองค์โดยทางพระเยซูคริสต์ ตามชอบพระทัยของพระองค์”พระคำนี้ทำให้ฉันเข้าใจว่า ฉันไม่ได้รอดเพราะความดีของตัวเอง แต่เป็นเพราะพระคุณของพระเจ้าก่อนหน้านี้ เวลาคนให้ฉันอ่านพระคัมภีร์ ฉันก็ไม่อ่าน เพราะไม่เข้าใจอะไรเลย อ่านไปก็ไม่รู้เรื่อง จึงรู้สึกหมดหวัง แต่เมื่อมาอบรมครั้งนี้ อาจารย์พูดว่า “พระคำนี้มีค่ามาก” ทำให้ฉันเริ่มอยากอ่าน และอยากเข้าใจพระคัมภีร์มากขึ้นสิ่งที่ฉันเคยสงสัย วันนี้ฉันได้รับคำตอบ ฉันรู้สึกขอบคุณพระเจ้าที่ทรงนำฉันมาที่นี่และให้โอกาสฉันได้เปลี่ยนแปลงจิตใจก่อนมาที่นี่ ตั้งแต่ขึ้นรถจนถึงที่พัก ฉันมีจิตใจที่กระวนกระวาย ไม่สบายใจเลย แต่หลังจากได้เข้าร่วมอบรม ความรู้สึกเหล่านั้นก็หายไปหมดตอนที่อยู่บ้านกับสามี ทุกวันเขาอธิษฐานสารภาพบาป ฉันก็สงสัยว่าทำไมต้องสารภาพบาปทุกวัน ทำไมเขาถึงพูดว่า “ฉันเป็นคนบาป” ทั้งที่ฉันเองก็ไม่ได้ทำอะไรผิด ฉันก็คิดว่า ฉันไม่ได้มีบาปอะไร แต่เมื่อมางานอบรมครั้งนี้ ฉันได้ยินว่า มนุษย์เป็นคนบาปตั้งแต่เกิด ไม่ใช่เพราะการกระทำ แต่เป็นเพราะธรรมชาติบาปที่ติดตัวมาตั้งแต่กำเนิดฉันจึงเริ่มเข้าใจว่า บาปมาจากไหน และพระเจ้าทรงจัดเตรียมทางรอดไว้ให้โดยการส่งพระเยซูมาเพื่อชำระบาปของเรา พระเยซูได้ล้างบาปของฉันไปหมดแล้วเมื่อฉันได้ยินว่า พระเยซูล้างบาปให้ฉันทั้งหมด ใจของฉันก็สว่างขึ้น จากเดิมที่เต็มไปด้วยความกังวล กลับกลายเป็นความสงบสุขความกระวนกระวายของฉันมากจากหลายเรื่อง ทั้งเรื่องที่สามีกับฉันไม่มีงาน ไม่มีรายได้ ไม่มีเงินจ่ายค่าเช่าห้อง ข้าวสารที่บ้านก็ไม่มี และแม้แต่ค่ารถเดินทางมาก็ไม่มี โชคดีที่มีน้องคนหนึ่งจ่ายให้ แต่ในตอนนี้ ฉันไม่รู้สึกกังวลอีกต่อไปเลย เพราะหัวใจฉันมีพระเจ้าแล้ว