
งานสัมมนาเยียวยาจิตใจ ‘Healing Mind by Bible’ ทุกอย่างคือความสุข เมื่อเริ่มต้นจากความเชื่อ
งานสัมมนาเยียวยาจิตใจ ‘Healing Mind by Bible’ ทุกอย่างคือความสุข เมื่อเริ่มต้นจากความเชื่อ
เมื่อวันที่ 24-25 กุมภาพันธ์ 2567 ณ ห้อง Ballroom ชั้น 7 ศูนย์การเรียนรู้นวัตกรรมและความรู้ มทร. (ตึกแดงวินเทจ) มูลนิธิข่าวประเสริฐแห่งประเทศไทยได้จัดงานสัมมนาเยียวยาจิตใจ Healing Mind by Bible สำหรับบุคคลทั่วไปที่สนใจพื้นฐานของจิตใจ เพื่อค้นหาแนวทางการแก้ไขปัญหาทางใจอย่างลึกซึ้งบนพื้นฐานจากพระคัมภีร์ไบเบิล โดยในครั้งนี้มีผู้เข้าร่วมงานอบรมทั้งหมด 49 คน (คนใหม่) โดยในจำนวนนี้มี 9 คนที่เข้าฟังพระคำทั้ง 4 รอบ ประกอบด้วยคนใหม่จากการออกไปประชาสัมพันธ์, คนที่เคยเข้าร่วมงาน Healing Mind เมื่อช่วงปลายปี พ.ศ.2566 และอาสาสมัครที่เคยออกห่างจากโบสถ์

Healing Mind by Bible’ ทุกอย่างคือความสุข เมื่อเริ่มต้นจากความเชื่อ
งานในครั้งนี้เริ่มต้นขึ้นจากการที่อาจารย์จากประเทศศรีลังกาได้มาที่ประเทศไทย อาจารย์คิม ฮักเชิล ผู้ก่อตั้งคริสตจักรข่าวประเสริฐประจำประเทศไทย จึงมีจิตใจอยากจัดงานสัมมนาขึ้น เพื่อให้สมาชิกได้ร่วมใจกันออกไปประชาสัมพันธ์เชิญชวนครอบครัว เพื่อน และคนรอบข้าง เพื่อจัดเตรียมงานในครั้งนี้ ซึ่งเป็นช่วงเวลาแห่งพระคุณที่ทำให้จิตวิญญาณของสมาชิกเองก็ได้เติบโตขึ้นเช่นกัน

ในช่วงการบรรยายพระคัมภีร์ ได้รับเกียรติจาก อาจารย์ คิม ซูยอน ผู้เชี่ยวชาญด้านการพัฒนาจิตใจมากกว่า 20 ปี ซึ่งเป็นผู้ก่อตั้งคริสตจักรข่าวประเสริฐ ประเทศศรีลังกา กล่าวว่า แม้ผู้คนจะพูดว่าชีวิตเป็นของตัวเอง แต่ไม่มีใครสามารถเปลี่ยนแปลงชีวิตของตัวเองได้แม้แต่คนเดียว กฎของชีวิตคือ เกิดและตายเพียงครั้งเดียว และจะต้องได้รับการพิพากษา ซึ่งเป็นสิ่งที่ถูกกำหนดไว้แล้ว เมื่อชีวิตของเราจบ ไม่ว่าจะเป็นความยากจน ความรวย ความยากลำบาก ทุกอย่างจะจบลง และเข้าสู่โลกอันเป็นนิรันดร์ มนุษย์พยายามเป็นคนดี แต่เมื่อใช้ชีวิตก็มีเพียงความบาปที่ปรากฏ

พระเจ้าได้ตรัสว่า บรรดาผู้ที่แบกภาระหนักจงมาหาพระองค์ ในพระคำมัทธิว บทที่ 11 ข้อที่ 28 มนุษย์ทุกคนเกิดมาเป็นคนบาป และได้ทำบาป ซึ่งมนุษย์ไม่สามารถแก้ไขสิ่งนี้เองได้ พระเยซูจึงได้หลั่งพระโลหิตบนไม้กางเขน เพื่อล้างบาปของเรา ทำให้เราได้กลายเป็นคนชอบธรรม ในมัทธิวบทที่ 26 ข้อที่ 28 “ด้วยว่านี่เป็นโลหิตของเรา อันเป็นโลหิตแห่งพันธสัญญา ซึ่งต้องหลั่งออกมาเพื่อยกโทษบาปคนเป็นอันมาก” เมื่อบาปเข้ามา เราก็ได้แต่เป็นคนบาป แต่เมื่อเราเชื่อพระคำ เราก็สามารถเป็นคนชอบธรรมได้ด้วยความเชื่อ โลหิตของพระเยซูที่หลั่งบนไม้กางเขนนั้น เป็นสัญญาที่บอกว่าพระเยซูได้ทรงล้างบาปให้เราแล้ว เราจึงพูดได้ว่า เราเป็นคนชอบธรรม

เมื่อเราเชื่อพระเจ้า เราจึงได้แต่มองไปที่พระเจ้า และพระเจ้าจะให้คนมากมายได้แต่กลัวเรา พระเจ้าเป็นผู้ที่ถอยไม่เป็น เมื่อทำให้เราไม่เป็นคนบาป มารซาตานก็ไม่สามารถแทรกเข้ามารบกวนได้ เมื่อพระเจ้าอยู่ฝ่ายเรา แล้วใครจะขัดขวางเรา และในพระเยซูคริสต์ไม่มีการกล่าวโทษ จึงเป็นเรื่องที่น่าขอบคุณมาก

ส่วนในช่วงของการสามัคคีธรรม ผู้เข้าร่วมได้มีโอกาสแลกเปลี่ยนพูดคุยจิตใจของตัวเอง และเข้าใจพระคำเทศนาของอาจารย์มากยิ่งขึ้น และมีความหวังที่จะใช้ชีวิตด้วยความสุข จากการหลุดพ้นจากความบาปในจิตใจ โดยเรามีความหวังว่า คนที่ได้เข้าร่วมงานเหล่านี้จะมีโอกาสได้เชื่อมต่อกับคริสตจักรของเราและใช้ชีวิตอย่างมีความสุขในพระเจ้าต่อไป

ในช่วง Mind Sharing คุณ ณัฏ พุมดวง ชื่อเล่น ออม ผู้เคยเข้าร่วมงาน Healing Mind อดีตโมเดลลิ่งจัดหางาน ได้แชร์ประสบการณ์ของตนเองหลังได้หลุดพ้นจากความทุกข์ โดยที่ผ่านมาเคยคิดว่าเงินคือปัจจัยหลักของชีวิต การมีเงินหมายความว่ามีทุกอย่าง จนวันหนึ่งด้วยสถานการณ์โควิดและสถานะการทำงานเริ่มไม่สู้ดี สุดท้ายก็ต้องออกจากงาน แต่ภาระทางบ้านยังคงมีอยู่ จึงตัดสินใจเล่นการพนันเพื่อแก้ปัญหาทางการเงิน แต่กลับกลายเป็นหนี้สินจำนวนหลายล้านบาท จากสภาวะปัญหาทางการเงิน และจิตใจที่สิ้นหวัง จึงคิดอยากฆ่าตัวตาย จนได้มาพบกับกิจกรรม Healing Mind เมื่อปลายตุลาคมปีที่แล้ว ทำให้ได้เห็นจิตใจของตัวเองผ่านทาง พระคำปัญญาจารย์ บทที่ 2 ข้อที่ 11 เงินคือการกินลมกินแล้ง และได้รับอิสระจากพระคำใน อิสยาห์ บทที่ 53 ข้อที่ 5 “แต่ท่านถูกบาดเจ็บเพราะความละเมิดของเราทั้งหลายท่านฟกช้ำเพราะความชั่วช้าของเราการตีสอนอันทำให้เราทั้งหลายปลอดภัยนั้นตกแก่ท่านที่ต้องฟกช้ำนั้นก็ให้เราหายดี” ปัจจุบันจึงสามารถใช้ชีวิตที่เป็นอิสระ และมีความสุขได้อย่างแท้จริง


ในช่วงการเเสดงพิเศษ ผู้เข้าร่วมได้รับรอยยิ้มที่สดใส จากทีมเต้น The Righteous Star และได้รับฟังบทเพลงขับกล่อมจิตใจผ่านการขับร้องเพลงประสานเสียงเซโนเร อีกทั้งยังมีการแสดงละคร ชุดที่ชื่อว่า Christmas of Love ที่แสดงถึงความรักของแม่ที่ไม่มีเงื่อนไขต่อลูก ส่งต่อความอบอุ่นและความตื้นตันใจให้แก่ผู้เข้าร่วม

ในการจัดเตรียมงานในครั้งนี้อาจารย์คิม ฮักเชิล ได้ให้จิตใจกับสมาชิกว่า การจัดงานไม่เพียงแต่จะจัดขึ้นเพื่อให้สมาชิกคนใหม่ๆได้เยียวยาจิตใจผ่านพระคัมภีร์เท่านั้น แต่ยังจัดขึ้นเพื่อให้สมาชิกโบสถ์ได้เรียนรู้จิตใจของพระเจ้าด้วย อาจารย์จึงอยากให้สมาชิกก้าวออกไปเพื่อจัดเตรียมงานและหาสถานที่ด้วยความเชื่อ ในช่วงที่ผ่านมาสมาชิกได้พบเจอกับความยากลำบากทั้งในการจัดเตรียมสถานที่ และการประชาสัมพันธ์ เนื่องจากเวลาในการเตรียมงานค่อนข้างน้อย แต่ผ่านทางปัญหาและความผิดพลาดต่างๆ ที่เกิดขึ้น ก็ทำให้สมาชิกได้รู้จักกับพระคุณของพระเจ้าซึ่งถือเป็นสิ่งที่มีค่ามากที่สุด โดยสมาชิกที่รับผิดชอบเตรียมงานได้กล่าวว่า การใช้จิตใจที่คิดถึงแต่ตัวเองและอยากจะทำสิ่งดีๆต่อหน้าพระเจ้า มีแต่ทำให้รู้สึกกังวลและรู้สึกเหมือนแบกภาระไว้กับตัวเอง เพราะมีความยากลำบากในการติดต่อสถานที่ จึงได้มีโอกาสไหลเวียนจิตใจกับอาจารย์ อาจารย์ได้จูงนำให้รอคอยสิ่งที่พระเจ้าจัดเตรียม ในตอนนั้นจึงได้เข้าใจว่าเพราะทำด้วยความสามารถของตัวเองจึงทำให้รู้สึกหนักใจ แต่พระคำบอกว่าพระเยซูได้แบกเอาภาระทุกอย่างไปจากเราแล้ว แม้เราจะทำได้ดีและดูเหมือนว่าสิ่งนั้นจะให้ความสุขกับเรา แต่จริงๆ แล้วถ้าหากว่าเราไม่ได้รับพระคุณจากพระเจ้าสิ่งเหล่านั้นก็ไม่มีประโยชน์อะไรเลย

สิ่งที่เราควรคาดหวังคือการหวังใจในพระเจ้า ไม่ใช่ความสามารถของมนุษย์ ไม่อย่างนั้นเราเองก็จะทุกข์ใจและสิ้นหวัง แม้เราจะมีข้อบกพร่องและข้อผิดพลาดมากมาย แต่พระเจ้าก็ทรงรักและให้พระคุณกับเราอยู่เสมอในการจัดเตรียมงานในครั้งนี้อาจารย์คิม ฮักเชิล ได้ให้จิตใจกับสมาชิกว่า การจัดงานไม่เพียงแต่จะจัดขึ้นเพื่อให้สมาชิกคนใหม่ได้เยียวยาจิตใจผ่านพระคัมภีร์เท่านั้น แต่ยังจัดขึ้นเพื่อให้สมาชิกโบสถ์ได้เรียนรู้จิตใจของพระเจ้าอีกด้วย อาจารย์จึงอยากให้สมาชิกก้าวออกไปเพื่อจัดเตรียมงานและหาสถานที่ด้วยความเชื่อ ในช่วงที่ผ่านมาสมาชิกได้พบเจอกับความยากลำบากทั้งในการจัดเตรียมสถานที่และการประชาสัมพันธ์ เนื่องจากเวลาในการเตรียมงานค่อนข้างน้อย แต่ผ่านทางปัญหาและความผิดพลาดต่างๆ ที่เกิดขึ้น ก็ทำให้สมาชิกได้รู้จักกับพระคุณของพระเจ้าซึ่งถือเป็นสิ่งที่มีค่ามากที่สุด

โดยสมาชิกที่รับผิดชอบเตรียมงานได้กล่าวว่า การใช้จิตใจที่คิดถึงแต่ตัวเองและอยากจะทำสิ่งดีๆ ต่อหน้าพระเจ้า มีแต่ทำให้รู้สึกกังวลและรู้สึกเหมือนแบกภาระไว้กับตัวเอง เพราะมีความยากลำบากในการติดต่อสถานที่ จึงได้มีโอกาสไหลเวียนจิตใจกับอาจารย์ อาจารย์ได้จูงนำให้รอคอยสิ่งที่พระเจ้าจัดเตรียม ในตอนนั้นจึงได้เข้าใจว่าเพราะทำด้วยความสามารถของตัวเองจึงทำให้รู้สึกหนักใจ แต่พระคำบอกว่าพระเยซูได้แบกเอาภาระทุกอย่างไปจากเราแล้ว แม้เราจะทำได้ดีและดูเหมือนว่าสิ่งนั้นจะให้ความสุขกับเรา แต่จริงๆ แล้วถ้าหากว่าเราไม่ได้รับพระคุณจากพระเจ้าสิ่งเหล่านั้นก็ไม่มีประโยชน์อะไรเลย สิ่งที่เราควรคาดหวังคือการหวังใจในพระเจ้า ไม่ใช่ความสามารถของมนุษย์ ไม่อย่างนั้นเราเองก็จะทุกข์ใจและสิ้นหวัง แม้เราจะมีข้อบกพร่องและข้อผิดพลาดมากมาย แต่พระเจ้าก็ทรงรักและให้พระคุณกับเราอยู่เสมอ
บทสัมภาษณ์
นายร่ำรวย ตั้งใจบำรุงธรรม อาชีพ ค้าขาย อายุ 77 ปี กล่าวความรู้สึกการเข้าร่วมงาน Healing Mind by Bible ว่า การมางานครั้งนี้ตนได้รับความกระจ่างเกี่ยวกับพระคัมภีร์มากยิ่งขึ้น ก่อนหน้านี้ตนได้เชื่อพระเจ้าพระเยซูมา เป็นคริสเตียนและเข้าโบสถ์อย่างสม่ำเสมอ อีกทั้งยังเคยได้รับบัพติศมาโดยเสียเงินค่าทำพิธีไปถึง 1,500 บาท แต่ก็สงสัยมาโดยตลอดว่าพิธีการนี้คืออะไร มีความหมายอย่างไร พยายามหาคำตอบ ถามคนที่ชวนไปโบสถ์ก็ไม่ได้รับคำตอบ ถามศิษยาภิบาลหรืออาจารย์ประจำโบสถ์นั้นเอง เขาก็ให้คำตอบที่ชัดเจนกับเราไม่ได้ ครั้งนี้มาฟังการบรรยายในงานนี้ถึงได้กระจ่าง ผ่านทางการอธิบายเรื่องของยอห์นที่เป็นตัวแทนของมนุษย์ทุกคน ซึ่งมนุษย์ทุกคนเป็นคนบาป ตอนนั้นเองที่ยอห์นให้บับติศมาพระเยซู ความบาปก็ไปอยู่ที่พระองค์แล้ว ในเมื่อบาปถูกย้ายไปที่พระเยซู บาปของตนก็ไม่ได้อยู่ที่ตัวผมแล้ว จากนั้นพระองค์ก็ถูกตรึงบนไม้กางเขนเพื่อชำระบาปให้พวกเราทั้งหมด เพราะฉะนั้นตนไม่มีบาปแล้ว ตนบริสุทธิ์แล้ว ขอบคุณมากครับ

นางอำพร เพ็ญศิริ อายุ 45 ปี จ. สมุทรปราการ ได้กล่าวถึงความประทับใจที่ได้เข้าร่วมงานครั้งนี้ว่า ตนรู้จักที่นี่และได้รับการชำระบาปผ่านทางการฟังบรรยายของอ. พาร์ค อ็อกซู แบบออนไลน์มาสักพักแล้ว ตอนนั้นตนก็มีคริสตจักรที่ไปอยู่แล้ว จึงไม่ได้มาที่นี่ เพิ่งได้มาเข้าร่วมที่นี่จริง ๆ ได้ไม่นาน เนื่องจากเจอมรสุมชีวิตรุมเร้าจนหาทางออกไม่ได้ สามีตนติดการพนัน ตนเองก็ติดการพนัน หลังจากนั้นน้องสาวก็เสียชีวิต และผ่านไปไม่นานลูกสาวตนเองก็มาเสียชีวิตอีก ตอนนั้นทุกข์ทรมานมาก ทนกับความทุกข์นี้มาตลอด 4 ปี และไม่สามารถออกจากความทุกข์นี้ได้ด้วยตัวเอง ตอนที่ตนได้รับการชำระบาปก็มีความสุขและสงบมาก
ถึงแม้ตนจะได้รับการชำระบาป แต่ก่อนหน้าไม่เคยคิดว่าตัวเองเป็นลูกของพระเจ้า เพราะรู้สึกว่าตนไม่คู่ควรจะเป็นลูกของพระองค์ แต่ผ่านทางการบรรยายครั้งนี้ของ อ. คิม ซูยอน อาจาย์ได้ยกตัวอย่างของครอบครัวชาวเกาหลีที่มีลูกฝาแฝด คนหนึ่งถูกพัดพรากไปตอนเกิดสงครามเกาหลี ส่วนแฝดอีกคนได้รับการเลี้ยงดูจากครอบครัวที่อบอุ่น ตอนที่ทั้งสองได้กลับมาเจอกัน ลูกแฝดที่ได้รับการเลี้ยงดูอย่างดีได้โตขึ้นเป็นศาสตราจารย์ในมหาวิทยาลัย แต่อีกแฝดอีกคนเติบโตมาอย่างยากลำบากและทุกข์ทรมาน จึงต้องหาเลี้ยงตัวเองด้วยการทำงานเป็นโสเภณี เมื่อครอบครัวกลับมาพบกัน คนที่เป็นโสเภณีก็ไม่กล้าที่จะเข้าหาครอบครัวเพราะคิดว่าตนไม่ดีพอ แต่เมื่อพ่อของเขาวิ่งเข้ามากอด และร้องเรียกว่า “ลูก ลูกของฉัน” ตอนนั้นเองพ่อเขาไม่สามารถกล่าวโทษลูกคนนี้ได้ว่าทำไมใช้ชีวิตมาแบบนี้ ได้แต่ต้องต้อนรับด้วยความยินดี เพราะได้พบกับลูกที่พลัดพรากกันไป
เมื่อได้เห็นความรักของพระเจ้าผ่านทางเรื่องที่ผู้บรรยายยกตัวอย่าง ก็รู้อย่างชัดเจนว่าพระเจ้ารักตนมาก ๆ รักลูกที่ใช้ชีวิตมาไม่ดีอย่างตน ตนที่เป็นแบบนี้ พระเจ้าก็ตามหาและโอบกอด ตอนนี้ตนสามารถเรียกพระเจ้าได้อย่างเต็มปากแล้วว่าพระองค์คือ “พระบิดา” ของฉัน และฉันเป็นลูกที่ได้รับความรักอย่างล้นเหลือของพระองค์จริง ๆ

นายสินทรัพย์ กาจุม อายุ 75 ปี ได้กล่าวว่า ตนมีความยากลำบาก เพราะเคยถูกโกงเงินจนไม่เหลืออะไรเลย ทั้งยังเคยบังคับให้ผู้หญิง 4-5 คนไปทำแท้ง ทำให้รู้สึกว่ามีความบาปมาก เมื่อเข้าร่วมฟังบรรยายพระคัมภีร์จากงานนี้ ทำให้มีความรู้เรื่องพระคัมภีร์มากขึ้น แม้ว่าตนจะเป็นคริสเตียนอยู่โบสถ์อื่นมาก่อนและเชื่อในพระเยซู แต่ไม่เคยอ่านพระคัมภีร์เลย จากการร่วมงาน ได้พูดคุยกับอาจารย์ท่านหนึ่ง ทำให้รู้ว่าก่อนหน้านี้เรามีบาปมาก แต่พระเยซูผู้ที่ได้รับบัพติศมาจากยอห์น และได้รับความบาปไปจากคนทั้งโลก ได้สละชีวิตร่างกายเพื่อคนทั้งโลกแล้วผ่านการตายบนกางเขน ทำให้รู้สึกซาบซึ้งและน้ำตาไหล วันนี้เชื่อว่า ตนไม่มีบาปแล้วอย่างชัดเจน