
คริสตจักรข่าวประเสริฐ ประเทศไทย สร้างความหวังใหม่ให้พี่น้องชาวเมียนมา ผ่านงานอบรมพระคัมภีร์
คริสตจักรข่าวประเสริฐ ประเทศไทย สร้างความหวังใหม่ให้พี่น้องชาวเมียนมา ผ่านงานอบรมพระคัมภีร์
- ชาวเมียนมารวม 37 คน จากจังหวัดต่างๆ เข้าร่วมงานอบรมพระคัมภีร์สำหรับชาวเมียนมาในช่วงวันหยุดเทศกาลสงกรานต์
- หลุดพ้นจากความสิ้นหวัง เรียนรู้การใช้ชีวิตอย่างเป็นอิสระจากความบาป ผ่านการเข้าใจจิตใจของพระเจ้าอย่างแท้จริง
- ผู้เข้าร่วมได้มีโอกาสสามัคคีธรรมเพื่อให้เข้าใจพระคำอย่างลึกซึ้ง แม้ไม่เคยฟังบรรยายพระคัมภีร์มาก่อน
เมื่อเทศกาลสงกรานต์ที่ผ่านมา ตั้งแต่วันที่ 14-16 เมษายน 2567 ณ คริสตจักรข่าวประเสริฐกรุงเทพ ได้จัดงานอบรมพระคัมภีร์สำหรับชาวเมียนมาขึ้น เนื่องจากมีชาวเมียนมาอาศัยอยู่ประเทศไทยจำนวนมาก และส่วนใหญ่ทำงานเป็นแรงงานในจังหวัดต่างๆ ซึ่งในช่วงสงกรานต์พวกเขาก็ไม่ได้หยุดงานและไม่ได้กลับบ้านเกิด อาจารย์คิมฮักเชิลมีจิตใจว่าอยากให้ชาวเมียนมาในประเทศไทยได้รับการชำระบาป สมาชิกจึงได้ออกไปประชาสัมพันธ์ อีกส่วนหนึ่งเป็นญาติของสมาชิกโบสถ์เมียนมาที่ทำงานในไทย โดยครั้งนี้มีผู้เข้าร่วมทั้งสมาชิกและคนใหม่ รวม 37 คน

ชาวเมียนมาส่วนใหญ่นับถือศาสนาพุทธ มีจำนวนไม่มากที่เป็นคริสเตียน ผู้เข้าร่วมส่วนใหญ่ก็ไม่เคยรู้เกี่ยวกับพระคัมภีร์มาก่อน ตลอดช่วงงานอบรมพวกเขาได้ฟังพระคำที่ลึกซึ้งและชัดเจนและได้สามัคคีธรรมกับสมาชิก แม้จะเป็นสิ่งที่แปลกใหม่และฟังดูเข้าใจยากในตอนแรก แต่พวกเขาก็เปิดใจและตั้งใจฟังพระคำเป็นอย่างมาก
นอกจากนี้ก็ยังมีการแสดงพิเศษ ไม่ว่าจะเป็น บทเพลงสรรเสริญอันไพเราะจากสมาชิกวงประสานเสียงเซโนเรที่ขับกล่อมจิตใจของผู้เข้าร่วมให้อ่อนโยน อีกทั้งยังมีการแสดงเต้นวัฒนธรรมที่ส่งต่อรอยยิ้มที่สดใสจากนักเรียนโรงเรียนลินคอล์น เฮาส์ ประเทศไทย

งานอบรมครั้งนี้ อาจารย์ดาวิด คิม ศิษยาภิบาลประจำคริสตจักรข่าวประเสริฐกรุงเทพ เป็นผู้บรรยายหลัก โดยในวันแรกบรรยายถึงความหมายของชีวิตและความตาย ฮีบรู 9 : 27 “มีข้อกำหนดสำหรับมนุษย์ไว้แล้วว่าจะตายครั้งเดียว และหลังจากนั้นก็จะมีการพิพากษาฉันใด” ไม่มีใครในโลกที่สามารถหลีกเลี่ยงหรือเอาชนะความตายได้ และแม้ว่าคนที่มีสติปัญญามากที่สุดในโลกก็ไม่สามารถให้คำตอบได้ว่าความหมายของชีวิตคืออะไร เมื่อมนุษย์ตายไป ร่างกายจะกลับไปเป็นดิน และวิญญาณจะต้องกลับไปหาพระเจ้า แต่ก่อนหน้านั้นจะต้องถูกพิพากษา ฉะนั้นการประสบความสำเร็จ หรือการมีทุกสิ่งตามที่ต้องการบนโลกนี้ มันเป็นสิ่งอนิจจัง

หลายครั้งเมื่อมีปัญหาเข้ามาในชีวิต เรามักจะมีคำบ่นและไม่พอใจ เหมือนคนอิสราเอลเมื่อตอนที่คนอิสราเอลตกเป็นทาสของอียิปต์ พวกเขาอยากจะออกจากอียิปต์เพราะว่าถูกใช้งานและถูกข่มเหงอย่างหนัก เมื่อโมเสสพาพวกเขาออกมา และเดินในถิ่นทุรกันดาร ตอนแรกก็รู้สึกดีใจที่ได้ออกมา แต่เมื่อเดินในถิ่นทุรกันดารและพบกับอุปสรรคมากมาย ทำให้ในใจของพวกเขาเต็มไปด้วยคำบ่นและความไม่พอใจต่อพระเจ้าและต่อโมเสส พวกเขาคิดว่ามันคือบทลงโทษ แต่ความจริงพระเจ้าต้องการให้เรามองที่งูทองสัมฤทธิ์ คือการมองที่พระเยซู มองและเชื่อพระเยซูผู้ยอมทนทุกข์และไถ่บาปให้มวลมนุษย์ โรม 23 : 23-24 “เพราะว่าทุกคนทำบาป และเสื่อมจากพระสิริของพระเจ้า แต่พระเจ้าทรงพระกรุณาให้เขาเป็นผู้ชอบธรรม โดยไม่คิดมูลค่า โดยที่พระเยซูคริสต์ทรงไถ่เขาให้พ้นบาปแล้ว” เราจึงสามารถพูดได้ว่าเราเป็นคนชอบธรรมอย่างสมบูรณ์ เมื่อพระเจ้าตรัสว่าเราเป็นผู้ชอบธรรม เพียงแค่เชื่อเท่านั้น เราก็ไม่จำเป็นต้องกลัวการพิพากษา และสามารถใช้ชีวิตได้อย่างอิสระและมีความสุข

ในช่วงของการสามัคคีธรรมกลุ่ม สมาชิกได้อธิบายและทบทวนถึงพระคำที่ได้ฟังในแต่ละวัน ทำให้พวกเขาได้เห็นภาพมากยิ่งขึ้น และเข้าใจเกี่ยวกับความบาปอย่างชัดเจน มีผู้เข้าร่วมหลายคนที่เปิดใจรับพระคำและได้เห็นความบาปของตัวเอง ทำให้พวกเขาสามารถหลุดพ้นจากความบาปและรับความชอบธรรมที่มาจากพระโลหิตของพระเยซู

คุณกัลยา โม สมาชิกที่ได้รับการชำระบาป ออกมาให้คำพยานว่า ตั้งแต่เด็กฉันโตมาจากสถานเลี้ยงเด็กกำพร้าซึ่งเป็นโบสถ์ด้วย ฉันเรียนพระคำตั้งแต่เด็ก อยากจะมีครอบครัวเหมือนคนอื่น ในใจจึงรู้สึกเกลียดแม่มาก ทำไมคลอดแล้วทิ้งฉันไว้ พอตอนอายุ 18 ปี ได้ออกจากสถานเลี้ยงเด็ก พี่ที่เคยอยู่ที่สถานเลี้ยงเด็กด้วยกันพาไปที่คริสตจักรข่าวประเสริฐที่ย่างกุ้ง ซึ่งทางสถานเลี้ยงเด็กที่ฉันเคยอยู่บอกว่าโบสถ์นี้เทียมเท็จ ในใจคิดว่าฉันจะไม่ยอมโดนหลอก แต่ตอนนั้นได้พบกับอาจารย์คิมแดอิน ที่บอกให้อยู่ฟังพระคำ ฉันอยากจะหนี แต่ไม่มีเงิน ไม่มีที่ไป จึงอดทนอยู่สักพัก ตอนนั้นฉันไม่ชอบโบสถ์นี้มากๆ แต่ซิสเตอร์ที่โบสถ์จะชอบมาคุยกับฉัน ฉันก็ไม่อยากคุย พอได้ยินเขาพูดว่า “ไม่มีบาป เป็นคนชอบธรรมแล้ว” ก็คิดว่าบ้าหรือเปล่า จะไม่มีบาปได้ยังไง ในใจก็คิดว่าที่นี่สอนผิด

วันหนึ่งระหว่างที่เดินไปดูรอบโบสถ์ มีป้ายเขียนพระคำฮีบรู 10 ข้อ 17 ก็คิดว่าในพระคำมีข้อนี้ด้วยหรอ เปิดดูภาษาเมียนมาเขียนว่า “จะไม่จดจำความผิดบาปและการกระทำอีกต่อไป” ตั้งแต่เด็ก ฉันสารภาพบาปมาเรื่อยๆ ก็คิดว่าพระคำบอกว่าไม่จำ แล้วทำไมเราสารภาพบาป ความบาปของฉันพระเจ้าไม่จดจำ ความบาปของแม่พระเจ้าไม่จดจำด้วย ถ้าเช่นนั้นฉันจะจำทำไม จุดนั้นทำให้เริ่มอยากจะฟังพระคำขึ้นมาช่วงที่มีงานอบรม 3 วัน อาจารย์ก็ถามคนที่เข้าร่วมงานว่า หัวใจเป็นสีอะไร คำตอบของฉันคือ หัวใจของฉันเป็นสีดำหมดเลย แต่มีสีขาวนิดหนึ่ง เพราะอย่างน้อยก็ไม่เคยฆ่าคน หรือล่วงประเวณี น่าจะสะอาดอยู่บ้าง แต่อาจารย์บอกว่า ปฐมกาล บทที่ 6 ข้อ 5 บอกว่า ในจิตใจมีแต่ความชั่วร้ายออกมา และเรารักษาธรรมบัญญัติไม่ได้ ฟังแล้วก็ได้คิดว่า ฉันก็รักษาไม่ได้ ถ้าทำผิดในใจ เท่ากับทำบาป ได้เห็นว่าฉันก็เต็มไปด้วยความบาปแล้วอาจารย์ก็บอกว่า ในโรม บทที่ 4 ข้อ 25 พระเยซูฟื้นขึ้นมาเพื่อเราเป็นคนชอบธรรม ได้ยินดังนั้นในใจก็ขอบคุณมาก ง่ายขนาดนี้หรอ ฉันไม่ต้องทำอะไร แต่พระเยซูรับความบาปแล้วฟื้นขึ้นเพื่อให้ฉันเป็นคนชอบธรรม จากนั้นก็มีความหวังขึ้นมาว่า พระเจ้าที่ให้ความยากลำบากเพื่อให้ฉันได้รับการชำระบาป ผ่านทางฉัน ครอบครัว และญาติพี่น้องก็จะได้รับชำระบาป จึงมีใจอยากจะเล่าเรื่องนี้ให้สถานเลี้ยงเด็กกำพร้าของฉันได้ฟังด้วย

นาง Htuhkam อายุ 59 ปี กทม. กล่าวว่า ตนไม่เคยรู้มาก่อนเลยว่าบาปที่แท้จริงคืออะไร ทำงานเยอะ ทำดีเยอะ คอยผลักดันให้ลูกเข้ามารู้จักพระเจ้า ไปที่โบสถ์ก็ทำเพื่อที่โบสถ์เยอะ แล้วก็เป็นผู้นำกิจกรรมในโบสถ์ด้วย ตั้งใจรักษาความดี ครอบครัวของตนแตกแยกเพราะสามีมีผู้หญิงใหม่จึงบอกกับสามีว่า อยากจะไปอยู่กับผู้หญิงใหม่ก็ไป เพราะไม่อยากทะเลาะกัน ถ้าคิดในเชิงพุทธศาสนาก็เหมือนเป็นคนที่พยายามรักษาธรรมบัญญัติ พยายามอย่างตั้งใจ แต่ตนกลับรู้สึกว่าเหนื่อยมากที่ทุ่มเทมากขนาดนี้เพราะว่าอยากจะรู้จักกับพระเจ้ามากขึ้น จนสุดท้ายกลายเป็นความเย่อหยิ่งและมั่นใจตัวเองมาก ดูหมิ่นสามีด้วย
มางานอบรมครั้งนี้ทำให้ตนรู้ว่าความดีนี้คือความบาป ทำให้ได้มองเห็นความบาปของตัวเองอย่างชัดเจน ถึงแม้ว่าตนจะเป็นคริสเตียนแต่กลับไม่ได้เรียนรู้อะไรมาก่อนเลย มาเรียนที่นี่เป็นครั้งแรกเลย ถึงได้รู้ว่าความบาปคืออะไร ตนก็ได้เห็นว่าตนมีสิ่งที่ควรจะถ่อมใจ จากเดิมที่เคยเกลียดสามี พอมางานครั้งนี้ก็ ไม่สามารถตัดสินเขาได้เพราะสามีไม่รู้จักพระเจ้า เขาก็เป็นคนบาป แต่คนอย่างเขาพระเยซูก็ตายแทน ทำให้ตนได้รับพระคำและถ่อมใจมากขึ้น เพราะทุกคนล้วนเกิดมาในบาป (สดุดีบทที่ 51:5) เพราะสิ่งนี้ทำให้มั่นใจกับการลงมาไถ่บาปของพระเยซูค่ะ

นาย Ye Minn Htut อายุ 20 ปี จ. นครปฐม กล่าวว่าได้รับการชำระแบบนานแล้ว แต่ไม่ได้อยู่โบสถ์เพราะว่าอยากจะใช้ชีวิตตามใจตัวเองตามกิเลสตัณหาเนื้อหนัง เพราะรู้สึกว่าใช้ชีวิตตามใจตัวเอง ตามทางโลกแล้วมีความสุข แล้วก็ไม่เคยคิดว่าจะได้เข้าร่วมงานที่นี่ด้วย รู้ว่าที่ประเทศไทยมีโบสถ์แต่ว่าตัวเองไม่ได้มีเอกสารแสดงตัวตนอะไรก็เลยคิดว่าน่าจะไม่ได้เข้าร่วม แต่กลับได้เข้าร่วมก็รู้สึกขอบคุณมาก มีโอกาสได้รู้จักจิตใจตัวเองมากขึ้นจากงานอบรมครั้งนี้เพราะห่างจากพระคำมานาน พอได้มาฟังพระคำก็รู้สึกในใจมีสันติสุข ครั้งนี้อาจารย์มีเทศถึงคน ๆ นึงที่มีภรรยามาแล้ว 4 คน แต่เขาไม่แสวงหาเรื่องจิตใจหาความสุขจากเนื้อหนัง ไม่ได้สนใจจิตวิญญาณของตัวเอง ซึ่งตนเป็นคนนึงที่คิดถึงแต่ตัวเอง คิดถึงอนาคตตัวเอง คิดว่าตัวเองจะใช้ชีวิตยังไงก็พอ แม้ว่าได้รับการชำระบาปแต่ก็ไม่ได้ใส่ใจกับจิตวิญญาณใช้ชีวิตไปเรื่อยๆ ตอนที่ฟังเรื่องนี้รู้สึกว่าอยากจะใกล้ชิดกับพระเจ้ามากขึ้น และตนก็มีความหวังว่าในชีวิตของตนจะมีโอกาส ได้ถูกใช้เป็นเครื่องมือเพื่อข่าวประเสริฐครับ

น.ส. Bawi Kil Tial อายุ 26 ปี จากรัฐชิน ประเทศเมียนมา กล่าวว่า ตนเป็นคริสเตียนมาตั้งแต่เด็ก อ่านพระคัมภีร์เองแต่ก็ไม่เข้าใจ เคยไปโบสถ์อื่นมาก่อน ที่นั่นสอนแค่ว่าเราจะต้องรักษาบัญญัติให้ดี แต่ไม่เคยสอนถึงความหมายลึก ๆ ของความบาป หรือสอนให้มองที่พระเยซูเลย พอตนได้มาเข้าร่วมงานอบรมจึงได้รู้ว่าความบาปที่แท้จริงไม่ได้มาจากการกระทำ แต่มนุษย์ทุกคนเป็นคนบาปตั้งแต่ในครรภ์มารดาแล้ว ตั้งแต่เกิดมา ตนก็เกิดมาพร้อมความบาป ตนเป็นคนที่มองงูแมวเซาที่มากัด แต่ไม่เคยมองงูทองสัมฤทธิ์เลยตนเติบโตมาโดยที่คุณป้าเป็นคนเลี้ยงดูตนมาตั้งแต่เด็ก เนื่องจากว่าท่านมีฐานะทางสังคมที่ดี พ่อแม่จึงให้ป้าเป็นคนดูแลทั้งหมด โดยที่พ่อแม่ไม่เลี้ยงดูตนเลย เมื่อตนอยากได้อะไร คุณป้าก็ซื้อให้ทั้งหมด แต่น่าแปลกที่ตนรู้สึกว่าไม่เคยได้รับความรักที่แท้จริงเลย ทำให้จิตใจเหี่ยวแห้ง ในใจลึก ๆ กลับไม่มีความสุข ทั้งที่คุณป้าก็เป็นคริสเตียนแต่ท่านก็ไม่เคยสอนตนเรื่องความรัก หรือความเชื่อเลยสักครั้ง ทำให้รู้สึกโมโห ไม่พอใจและเกลียดคุณป้ามาก ๆ ตนคิดว่าทำไมพระเจ้าถึงไม่อนุญาตให้ใช้ชีวิตร่วมกับคุณพ่อคุณแม่ ทำไมต้องให้ใช้ชีวิตกับคุณป้าด้วย ทำไมพระเจ้าไม่ยุติธรรมกับชีวิตของตนเลย จะทำอะไรก็ต้องดิ้นรนเอง พระเจ้าไม่รักฉันหรอ ทำไมขออะไรถึงไม่ให้ ด้วยความโกรธเกลียดและความยากลำบากที่ต้องดิ้นรนด้วยตนเอง เปรียบได้ดั่งงูแมวเซาที่ตนมองมาโดยตลอด จนทำให้จิตใจเหี่ยวแห้ง แต่ถ้าตนมองที่งูทองสัมฤทธิ์ มองไปที่พระเยซู มองถึงสิ่งที่พระองค์ได้ทำให้พวกเรา เมื่อได้สัมผัสความรักที่แท้จริงของพระองค์แล้ว ตนก็ไม่จำเป็นต้องมีจิตใจโกรธเกลียดด้วยซ้ำ เพราะพระองค์รักฉันขนาดนี้ ขนาดที่ตายเพื่อความบาปของฉันเอง จิตใจก็คงไม่เหี่ยวแห้งแบบนี้ พอมาเข้าร่วมงานอบรมและได้รับทราบความจริงที่พระเยซูผู้ที่ไม่มีบาปอะไรเลย แต่เพราะอยากจะช่วยตน จึงต้องมาตายบนไม้กางเขน ถูกตอกตะปูที่มือ ถูกถมน้ำลายใส่ ตอนนี้ตนจึงรู้สึกว่าจิตใจสงบสุขมาก ความเกลียดชังที่เคยในใจมีก็หายไปหมด แม้ว่าวันพรุ่งนี้หรือในอนาคตตนทำบาปก็ไม่มีบาปแล้ว เพราะพระเยซูชำระให้หมดแล้ว ทรงชำระให้ตนพ้นจากบาปอย่างสมบูรณ์เป็นนิจนิรันดร์แล้ว จึงรู้สึกขอบคุณพระเจ้ามากที่ได้เข้าร่วมงานอบรมในครั้งนี้

ผ่านทางงานอบรมครั้งนี้ เรามีความหวังว่า ชาวเมียนมาในประเทศไทย ซึ่งต้องห่างไกลจากบ้านเกิดเมืองนอนของตัวเอง ที่กำลังอยู่ในความสิ้นหวัง จะได้รับความหวังในการใช้ชีวิตกับพระเจ้าต่อไป และได้เห็นว่าพระเจ้าได้ดูแลทั้งตัวเขา และครอบครัวของพวกเขาให้สามารถใช้ชีวิตที่มีความสุขในพระเจ้าได้อย่างไร นอกจากนี้ อาจารย์คิมฮักเชิล มีความหวังว่าจะมีชาวเมียนมาจะเข้ามามาที่โบสถ์มากขึ้น และเชื่อว่าพระเจ้าทรงเมตตาจิตวิญญาณชาวเมียนมา และคนทุกเชื้อชาติที่อยู่ในประเทศไทย ได้พึ่งพาและฟังพระคำของพระเจ้า